Pronunciation

Linking /w/

posted on 07 Aug 2011 00:07 by kickapu in Pronunciation
 

Linking /j/

posted on 06 Aug 2011 23:56 by kickapu in Pronunciation
 

Linking /j/ & /w/

posted on 29 Sep 2009 13:17 by kickapu in Pronunciation

อ๊า งงชิมิ๊หล่ะ ชื่อ entry แปลกๆ

แต่ก็ดีแล้วค่ะที่แปลกจะได้เข้ามาอ่านกันเยอะๆไง 

ก่อนอื่นมาพบกับข่าวดีกันหน่อย

แต่น แตน แต๊น ... Grammarman สอบเสร็จแล้ว เย้! รอดชีวิตมาได้หลังจากที่สอบ final มาราธอนเจ็ดวันติดกัน ไม่เว้นเลยนะแม้ซักวัน พึ่งเคยเห็นตารางสอบแบบนี้เหมือนกันค่ะ โหดจัด วือๆ

หลังจากนี้ไป คงได้มาอั๊พเดทบล็อคบ่อยๆแล้วหล่ะ ดีใจมั๊ยคะทุกคน เย้ๆ 

โอ๊ย ลายตา

 

วันนี้มาพูดเรื่อง /j/ (เหย่อะ) เยอะๆ กันดีกว่า

ทฤษฎี Linking /j/

พวกเราเคยทราบหรือสังเกตมั๊ยคะว่า ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่

คำที่ลงท้ายด้วยเสียง อี

หรือไม่ก็

คำที่มีสระผสมที่ลงท้ายด้วยเสียง อิ เช่น เสียงไอ(อะอิ) เอ (เอะอิ)

ผู้พูดจะชอบออกเสียง /j/ ตรงคำถัดไปที่ตามมาติดๆ โดยที่คำนั้นไม่ใช่เสียง /j/ เหย่อะ เลยแม่แต่น้อย

กฏข้อแรกมีอยู่ว่า คำที่ตามมานั้นจะต้องเป็นเสียงที่ขึ้นด้วยสระเท่านั้น

เช่น

I agree คำนี้มักออกเสียงว่า ไอเหย่อะกรี

เพราะคำว่า I ที่แปลว่า ฉัน เป็นคำที่มาจากสระผสมที่ลงท้ายด้วยเสียง อิ /I/

ไม่เชื่อ ลองออกเสียง อะอิ อะอิ อะอิ เร็วๆแบบ high speed ลองดูสิคะ มันจะเป็นเสียง "ไอ" ไหม

โอ้... อะอิ อะอิ อะอิ => ไอ ไอ ไอ (ก้ากๆ หลายคนลิ้นเริ่มพันกันแล้ว)

 

I am ออกเสียงอย่างไรคะ ติ๊กต่อกๆ

ใช่แล้วค่ะ ออกเสียงว่า ไอแยม

I ought to = ไอยอดทู

 

มาดูแบบยาวๆกันหน่อย

They are, aren't they? มันออกไงหว่า

คำว่า they ออกเสียงว่า เด ใช่มั๊ยคะ แสดงว่ามันเป็นเสียง สละ เอ

เสียงสระเอ ก็มาจาก เอะอิ เอะิอิ เอะอิ แบบ high speed เอะอิ เอะอิ เอ เอ เอ (ลิ้นพันกันไปอีกหลายรอบ)

สรุปแล้ว คำว่า they เป็นเสียงสระผสมที่ลงท้ายด้วยเสียง อิ เพราะฉะนั้น เสียงของคำที่ตามมาจะต้องเป็นเสียง 

เหย่อะ แต่อย่าลืมกฏข้อแรกนะ คำที่ตามมาจะต้องเป็นคำที่ขึ้นต้นด้วยเสียงสระเท่านั้น

เฉลยแล้วนะ

 

"เดยาร้านเด้?" 

 

หลายคนบอก มัน ร้านเด้ ตรงไหน

เพราะหลังคำว่า are คือคำว่า are ไง

are ตัวแรก ลงท้ายด้วย re เป็นเสียง r จากนั้น are ตัวต่อมาเสือกมาขึ้นต้นด้วยเสียงสระอีก

เลยต้องปรับตัวเองให้เข้ากับกฏของ Linking /r/

แหะๆ เรื่อง Linking /r/ มันมีเยอะและต้องใช้ความละเอียดในการบรรยายมาก เอาไว้รอ entry หน้านะคะ รับรองไม่ลืมแน่ อย่าลืมเตือนกันหล่ะ

 

แล้วกฏนี้มีไว้ทำอะไร?

ก็เพื่อให้ชีวิตไม่ลำบากในการออกเสียงไงหล่ะ

เวลาเราออกเสียง อี หรือ เสียง ไอ เอ ตำแหน่งปากของเราจะอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการออกเสียง /j/ ที่ตามมาติดๆมากกว่า

อีเหย่อะ อีเหย่อะ => ง่ายเนอะ

ง่ายกว่าออกเสียงว่า อีอะ อีอะ อีก เพราะปากของเราจะถูกขัดจังหวะเพื่อรอการเปลี่ยนตำแหน่งปาก

(ชักงงและมั่ว)

 

มาถึงช่วง Linking /w/ บ้ืาง

ก็มีกฏคล้ายๆกัน มีข้อแรกและข้อเดียวเหมือน Linking /j/ เลย แล้วจะมีข้อไปทำไปหนิ

เมื่อมีเสียงที่ลงท้ายด้วยเสียง อู

หรือ มีเสียงสระผสมที่เสียงนั้นลงท้ายด้วยเสียง อุ เช่น เสียง โอว (โอะอุ) 

โอะอุ โอะอุ โอะอุ => โอว โอว โอว

โอ้ เสียง o ออกเสียงว่า โอะอุ แบบ high speed เหรอนี่

ส่วนคำที่ตามหลังเสียงพวกนี้ ถ้าขึ้นต้นด้วยเสียงสระ จะปรับเปลียนกลายเป็นเสียง เหว่อะ /w/ ทันที

เช่น

Go on! (โกว่อน)

Go in! (โก่วิ่น)

ยาวๆมั่งดีกว่า

Are you inside, or are you outside? อาร์ยูวินไซ้ด์ ออรา ยูเว้าไซ้ด์

โอ้ ชีวิต ถ้าออกไม่ได้ แนะนำให้พูดอย่างที่เราเคยพูดดีกว่า่ค่ะ ไม่ต้องฝืนธรรมชาติตัวเองหรอก แหกกฏไปเลย ฝรั่งคงรู้เรื่องอยู่นิดนึงค่ะ แต่ถ้าเราฟังพวกเขาพูด ขอให้ฟังทันและแยกให้ออกก็พอค่ะ

Who is? ฮูวิ้ส

You are. ยูวาร์

 

กฏนี้มีไว้ทำไมอีก เหมือน Linking /j/ เดี๊ยะเลยพี่น้อง

ลองออกเสียงว่า โอะอุเหว่อะ สลับกับ โอะอุเออะ

และสังเกตตำแหน่งปาก อันไหนเราถนัดก็ใช้อันนั้นแหล่ะค่ะ

อิอิ

ไปและน๊ะ ชะแว๊ป

 

 

Reference : Kelly, Gerald.2000. How to teach pronunciation, Longman.

 

Word and Sentence Stress (1)

posted on 10 Aug 2009 23:23 by kickapu in Pronunciation

โอโย้ยโย๋  Pika Pika Pikachu!! มาทักทายกันแบบ Grammarman

กว่าจะโผล่หน้ามาอั๊พได้นะ Grammarman  ก็มันคิดไม่ออกว่าจะอั๊พอะไรดี แอ๊บแบ๊วดีมิ

ไอ้สอนภาษาอังกฤษน่ะใครๆก็ทำได้ แต่จะทำให้มันน่าสนใจและแปลกใหม่นี่สิ มันไม่ง่ายเลย ต้องงัดแงะกลยุทธ์หลายอย่างทั้งศาสตร์และศิลป์ในการทำมุขให้แป้ก อาโฮะๆ Grammarman ก็เลยพยายามที่จะหาอะไรที่แปลกใหม่มานำเสนอเข้าไว้ แต่ภาษายังไงๆมันก็อยู่อย่างงั้นมันไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหรือแปลกใหม่ไปไหน นานๆทีจะโผล่สำนวนแปลกๆมาทีนึง 

เอาอย่างงี้แล้วกัน Grammarman เลยอยากที่จะนำเสนออะไรที่ เหมือนเดิมๆ แต่เป็นความเหมือนเดิมที่แตกต่างหรืออาจจะแปลกใหม่สำหรับใครบางคน จะได้ไม่น่าเบื่อกัน (เอ๊ะ มันมีงี้ด้วยหรอ) ไอ้ที่พวกเรารู้กันอยู่แล้วถ้าเอามานำเสนอมันก็น่าเบื่อ แล้วใครจะมาอ่านบล็อคของ Grammarman กัน งือๆ

 

ถ้าตอนนี้คุณเหลือบขึ้นไปดูแถบ Title ของ Entry นี้จะเห็นคำว่า Word and Sentence Stress

อยากให้เราลองติดตามและพิจารณาดูว่ามันมีหลักการและสำคัญอย่างไร ที่สำคัญ Grammarman มีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างจากที่เราเคยเรียนและรู้ๆกันมาอย่างไร

What is word stress?

ขอให้พวกเราลองพยายามออกเสียงคำเหล่านี้ด้วยตัวเอง

qualify, banana, understand

ให้สังเกตจะเห็นว่าแต่ละคำจะมี 3 พยางค์  และแต่ละคำจะมีอยู่ 1 พยางค์ที่ออกเสียงชัดกว่าพยางค์อื่นๆ ถ้าไปเปิดดูในดิกชันนารี หรือไม่ก็ฟังจาก native speaker จะได้ยินเสียงเน้นเหมือนๆกัน (*พยางค์ที่แสดงเป็นตัวพิมใหญ่ หรือ captitals [บรรทัดข้างล่าง] คือ พยางค์ที่เน้นเสียง (stressed syllables) นะจ๊ะ)

QUAlify , baNAna and underSTAND (understand มีสามพยางค์นะคะ)

พยางค์ที่เน้นเสียงนั้นจะมีระดับเสียงที่่ต่างจากพยางค์อื่นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเป็นเสียงสระก็จะยาวกว่า

ตารางข้างล่างนี้ก็จะแสดงการเน้นเสียงที่มีได้ทั้ง พยางค์แรก พยางค์ที่สอง และพยางค์สุดท้าย (สำหรับคำที่มี 3 พยางค์เท่านั้นนะ)

* O = stressed syllables , o = unstressed syllables

 

Ooo

oOo

ooO

SYLlabus

enGAGEment

usheRETTE

SUBstitute

baNAna

kangaROO

TECHnical

phoNEtic

underSTAND

 

 แหมๆ ไม่สะใจเลย ถ้าอัดเสียงได้จะอัดมาให้ฟังและ อธิบายไม่สะใจเลย แต่ทำไม่เปง งือๆ

 แต่ถ้าในกรณีที่เราสังเกตไม่ได้ว่าแต่ละคำมันเน้นพยางค์ไหนหล่ะ ก็ลองเอาคำพวกนั้นมาเป็นคำถามดู จินตนาการเมื่อเราถามคำถามแบบประหลาดใจ

SYLlabus? baNana? KangaROO?  งือๆ บางคำก็ง่ายที่จะหาจุดเน้น แต่บางคำเนี่ยสิขอแนะนำให้เปิดดิกชันนารีกันและฟังภาษาอังกฤษกันบ่อยๆ มันไม่ใ่ช่ภาษาเรานี่ มันต้องอาศัยความหมั่นเพียรในการจดจำหรือสังเกตบ่อยๆ บางครั้งมันขึ้นอยู่ที่ sense เพราะถ้าคุ้นเคยกับภาษาแล้วเราจะจับจุดได้เอง มันสมควรที่จะเน้นพยางค์ไหน

เรื่องการ stress เสียง (เน้นเสียง) นี่สำคัญมากเลยนะ stress ผิด 1 จุด เจ้าของภาษาที่ไม่เคยฟังสำเนียงกะเหรี่ยงแบบไทยๆจะไม่เข้าใจแม้แต่นิดเีดียวเลยหล่ะ เขาจะถามคุณใหม่จนคุณต้อง stress ให้ครบทุก steps ทุกพยางค์ เลยก็มี เป็นเรื่องขำขำไป

 What is untressed?

นี่แน่ะ ถ้าคำไหนที่ไม่เน้นก็ไม่ใช่คำที่ Stressed สิก็รู้แล้วน่า เอามาบอกทำไมอีก

เหอะน่าอ่านต่อเหอะ ถ้าอธิบายแค่นี้ก็ไม่ใช่ Grammarman เอาให้มันกระอักเลือดกันไปเลย จะได้จำจำ ไม่มีวันลืม

พวกเรารู้จัก 'schwa'  ไหม (เออะชวา ควบ ชอวอ เข้าด้วยกันแบบเร็วๆ)

มันคือ ə ออกเสียงว่า เออะ สั้นๆแบบไม่เน้น (ตัว e กลับหัว) ก้ากๆ ไม่ขำ

เสียง ə schwa ส่วนใหญ่มักจะปรากฎในรูปของในพยางค์ที่ไม่เน้น เช่น

คำที่ไม่เน้นหรือมีเสียง schwa ในพยางค์แรก คือ

about =  /əˈbɑʊt/

(เออะ'บ๊ะอุทึ) ออกเสียงเร็วๆจะดูเหมือน เออะ'บ้าวท์

คำที่มีเสียง schwa ในพยางค์ที่ 2

paper = /'peɪ.pǀəʳ/ , /'peɪ.pǀɚ/

('เพะอิเพอะ) ออกเสียงเร็วๆ จะดูคล้ายว่าออกเป็น 'เพพเพอร์ ถ้าเป็นสำเนียง rothic แบบอเมริกันจะมีเสียง r แบบม้วนลิ้นห่อปากเข้ามาด้วยก็จะเพราะมากๆ เห็นมั๊ย ตัว r ที่ห้อยโต่งเต่งอยู่ข้างบนตัว schwa มันคือ super R script แสดงความเป็นอเมริกันจ๋าอย่างเห็นได้ชัด

ไอ้ตัวมะยึกมะยือเขาเรียกว่า phonetic symbols คือ สัญลักษณ์แทนเสียง หรือ สัทอักษร กว่าจะพิมพ์ได้แต่ละตัวเหนื่อยนะเนี่ย เพื่อผู้อ่านค่ะ Grammarman ทำได้ fighting!

 คำที่มีเสียง schwa ในพยางค์ที่ 3

engagement = /ɪnˈgeɪdʒ.mənt/ 

(อิน'เก้ะอิ่ึเหมิ่นทึ) ออกเร็วๆ เสียงจะดูเหมือนกับ เิอิ่น'เก้จเหมิ่นท์

ส่วน ที่ทำตัวหนาๆ ให้ออกเสียง ก้องๆ ให้เส้นคอสั่นๆไปเลย

โอย ที่จริงหา font ตัว d กับเลข สาม ที่ติดกันไม่เจอ (ใช้ภาษาให้เข้าใจง่ายๆงี้นี่แหล่ะ ขออภัยที่ขัดใจนักศึกษาภาษาศาสตร์หรือ phonetics ด้วยนะคะ) ให้จินตนาการว่ามันติดกันก็แล้วกันนะคะ ตา Grammarman จะลายก่อน

ส่วนตารางข้างล่างก็คล้ายๆกับตารางข้างบน แต่จะเน้น unstressed syllable เป็นตารางที่แสดงเสียงที่ไม่เน้น

ซึ่งจะเป็นเสียง ə schwa (เออะชวา) มีการขีดเส้นใต้กำกับไว้

 

Ooo

oOo

ooO

SYLlabus

enGAGEment

usheRETTE

SUBstitute

baNAna

kangaROO

TECHnical

phoNEtic

underSTAND

 

คำที่ขีดเส้นใต้การออกเสียงขอเน้นไปในทาง เออะ เออะ เข้าไว้ แบบไม่ต้องเน้นเสียงหนัก หรือแทบไม่ได้ยินเลยก็ได้

อ่ะ ลองออกเสียงกัน

ซิ๊ลเหล่อะบั้ส

เท้คหนิ่เคิ่ล

เหบ่อะแน๊เหน่อะ

เฟินแนดิค

อั๊ชเช่อะเรท

แคงเก่อะรู๊

อั๊นเดอแต้นด์

เห็นตัวอย่างบางส่วนแล้ว ลองไปหัดออกเสียงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมได้นะคะ ฟังบ่อยๆ เปิดดิกชันนารีเพื่อดูเสียงเน้นไม่เน้นบ่อยๆ แล้วสำเนียงเราจะดีขึ้นค่ะ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกนะ Grammarman ขอแนะนำให้หัดสังเกตไอ้ตัวมะยึกมะยือด้วย (phonetic symbols) เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการฝึกออกเสียงอื่นๆนะคะ ทุกเสียงในภาษาอังกฤษมีสัญลักษณ์แทนเสียงหมดค่ะ เพื่อให้เข้าใจกันทั้งหมดในการออกเสียงสระและพยัญชนะแต่ละตัว

 

ส่วน entry นี้ยังไม่หมดแค่นี้ นี่แค่เรื่อง word stress  ครั้งต่อไปจะมี rules of word stress และ sentence stress ไอ้เจ้าตัวหลังเนี่ยจะแยกออกมาอีกมากมายเลยค่ะที่เราจำเป็นต้องศึกษา

Grammarman ก็จะพยายามทำตัวให้ว่าง และเรามาศึกษาด้วยกันใหม่ค่ะ

รักแฟนๆผู้อ่านทุกคนน๊า ถ้าชอบอย่าลืม Leave Comments เยอะๆนะค๊า

แล้วเจอกันจ้า Catch you later!!

 

References : Kelly, Gerald.2000. How to Teach Pronunciation, Longman., Cambridge English Pronunciation Dictionary.

   ................................................................................