Grammar

Kinds of Sentences #1

posted on 09 Jun 2012 20:00 by kickapu in Grammar directory Knowledge
สวัสดีค่ะ ทักทายกันแบบ Grammarman ฮิฮิ >o< หายไปไหนตั้งนาน คิดถึงเค้าอ่ะดี๊....
 

เนื่องจากมี Fan page Grammarman มนุษย์แกรมม่า ท่านหนึ่งอยากให้ช่วยอธิบายเรื่อง ชนิดของประโยค
แกรมม่าแมนเห็นว่า น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับแฟนๆท่านอื่นด้วยแน่นอน เลยขออัพเดทกันตรงนี้ซะเลย
 
Grammarman เข้าใจหัวใจของผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองดีค่ะ ปัญหาในการใช้เยอะแยะมากมาย งงนั่นงงนี้ งงไปงงมา แล้วตอนไหนจะพูดได้ซะทีเนี่ย
 
 
ไม่เป็นไรค่ะ entry นี้ จะช่วยแฟนๆของ Grammarman ได้ทุกคน
 
โดยเฉพาะเรื่อง การแยกแยะชนิดของประโยค แบบไหนอย่างง่าย แบบไหนความรวม แบบไหนซับซ้อน แล้วแบบไหนนะทั้งรวมทั้งซ้อน วุ่นวายไปหมด ปวดหมองๆๆ 
 
 โอ้ยๆๆ
 
เฮ้อ จะทำไงดี เรื่องแบบนี้ใครๆก็สอนได้ แต่จะทำยังไงให้เข้าใจและแตกต่างจากวิธีทั่วไป อ่านแล้วต้องอึ้ง อ่านแล้วติดใจ อ่านแล้วอยากแนะนำให้คนอื่นอ่านต่อ
 
ต้องนี่เลย แต่นแตนแต๊น.......
 
Kinds of Sentences แบบง่ายๆของ Grammarman \(^o^)/
 
Grammarman ขอแบ่งเป็นสองตอน
 
ตอนที่ 1 ขอแค่ 2 แบบก่อน คือ  Simple ความเดียว และ  Compound ความรวม
 
ทีละนิดๆ
 
เริ่มจากชนิดแรก ประโยคอย่างง่าย มีนามว่า

Simple Sentence  ชื่อเขาก็บอกแล้วว่า simple คืออะไรที่ง่ายๆ simple simple ไม่ซับซ้อน ไม่เยอะพูดง่ายๆ หลักๆ จะมีใจความเดียวไม่เรื่องมาก

 

มาดูจากประโยคแรกกัน

I enjoy playing tennis with my friends every weekend.

(ประโยคนี้บอกว่า ฉันชอบเล่นเทนนิสกับเพื่อนๆทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ มีประธานและกริยาอย่างละตัว ง่ายๆ)

 

I enjoy playing tennis and look forward to it every weekend.

(ส่วนประโยคนี้เพิ่มเนื้อความมาอีกหน่อย บอกว่า "ฉันชอบเล่นเทนนิสและตั้งตารอเพื่อจะได้เล่นมันในวันหยุด"เอ๊ะ สังเกตุไหมคะ กริยาเพิ่มมาอีกตัว ประโยคนี้ก็ยังง่ายๆอยู่ ไม่ซับซ้อน ประธานตัว กริยาสอง โอ้ ง่ายๆๆ)

My friends and I play tennis and go bowling every weekend.

(ลองแปลประโยคนี้เล่นๆ ชิวๆ แปลว่าอะไรดีน๊า "ฉันและเพื่อนๆเล่นเทนนิสและไปโยนโบว์ทุกเสาร์อาทิตย์" อุ๊อิ๊ๆๆ ให้เวลา 30่ วิ ว่าประโยคนี้มีอะไรเพิ่มมาเอ่ย เก่งมากค่ะ มีประธานเพิ่มมาอีกตัว กลายเป็น ประธานสอง กริยาสอง แบบนี้ก็ยังถือว่าง่ายอยู่ ชิวๆๆ เนอะ)

 

นี่แหล่ะค่ะเรียกว่าประโยค simple ง่ายๆสบายๆไม่ยุ่งยาก ไม่เรื่องมาก ใครๆก็แต่งได้ ยกตำแหน่งนี้ให้น้องเบบี๋ไปเลย

สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ีนี่ จิ้มๆๆ >>> ประโยคความเดียว

 

ผ่านเรื่องง่ายมาแล้ว เรามาดูอะไรที่ยากขึ้นมั๊ยคะ แต่สำหรับ Grammarman ไม่ยากอย่างที่คิด

 

แบบที่ 2 เรื่องสุดท้ายของ entry นี้

Compound Sentence ขอแนะนำว่านี่คือประโยคความรวม สังเกตุง่ายๆ 

Compound = simple + simple (รวม = ง่าย+ง่าย

                                              นี่มันคือสูตรอะไรนี่ แง่ง แง่ง ... 

 

คำเตื่อน ก่อนที่ท่านจะอ่านบรรทัดต่อไป อยากหยุดเวลาไว้สักนิด Grammarman ขอเวลานอก 10 นาที โปรดใช้เม้าท์จิ้มๆๆ ตรงนี้ เพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น 200 เท่า จิ้มเลย

จิ้มๆๆ >>> ประโยคความรวมตอนที่ 1

        >>> ประโยคความรวมตอนที่ 2

        >>> ประโยคความรวมตอนที่ 3

ขอบคุณที่เข้้้้้าไปอ่านค่ะ ตอนนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว เข้าใจกันหมดแล้วช่ายเปล่า เย้ๆๆ เจ๋งจริงๆเนอะ 

ยังไม่ได้สอนอะไรเลย เข้าใจกันหมดซะแล้ว ฮ่าๆๆ

 

อ่ะ ขอพูดต่อเพื่อทบทวนกันอีกซักหน่อย เพื่อแฟนๆจะได้เชี่ยวชาญอย่างแม่นยำ

I enjoy tennis, but I hate golf.

("ฉันชอบเล่นเทนนิส แต่ฉันเกลียดกอล์ฟ" ท่านผู้อ่านค่ะ ประโยคนี้เป็น compound หรือ simple คะ? มาดูกันซิว่า เราเห็นอะไร ใช่แล้ว เราเห็น Fanboys เชื่อมประโยค ถามต่ออีกหน่อย ถ้าเราเห็น Fanboys เชื่อมประโยคแล้ว เราต้องเห็นอะไรด้วยเสมอคะ ถูกต้องค่ะ เราจะเห็น Comma ด้วยเสมอ ย้ำ ถ้าเชื่อมประโยคกับประโยค สรุปแล้ว แน่นอนประโยคนี้เป็น compound ชัวร์ กรี๊ดดดดดดดดดด เอาไปเลย 1 แสนคะแนน)

 

I enjoy tennis; however, I hate golf.

("ฉันชอบเทนนิส แต่ฉันเกลียดกอล์ฟ" ประโยคนี้ก็เหมือนกัน คล้ายกับประโยคเมื่อกี้ ต่างกันตรงที่ เชื่อมด้วย คอนจัง (Conjunctive Adverb) แบบนี้ก็ให้เป็น compound ไปเลย เย้ๆๆๆ เอาไปเลยอีก 2 แสนแต้ม กรี๊ดดดดดดดดดด \(^o^)/ )

 

I enjoy tennis; I hate golf.

("ฉันชอบเทนนิส แต่ฉันเกลียดกอล์ฟ" คราวนี้พี่ semi colon แอบมาเดินควง จำได้ไหมคะว่า ถ้า semi colon โผล่มาเชื่อมประโยค แสดงว่าเป็น ..... ซับซ้อน ................... อ๋อย ยังไม่ถึง  แสดงว่าเป็น compound อยู่ค่ะ อย่าใจร้อนๆๆๆ)

ซับซ้อนไว้ต่อ entry หน้าค่ะ ตื่นเต้นมั๊ยคะ อยากอ่านเร็วๆมั๊ยคะ ขอเสียงหน่อยค่ะ กรี๊ดๆๆๆ  ช่วยกันสร้าง เรตติ้ง อิฮิ

สรุปแล้ว ถ้าเจอ Fanboys , Conjunctive Adverbs หรือ คอนจัง, และ Semicolon เชื่อมประโยค ให้เรารู้อัตโนมัติว่า นี่คือ Compound Sentence (ประโยคความรวม)


 

พบกันใหม่ กับ Kinds of Sentences ตอนที่ 2 : Complex Sentence ประโยคความซ้อน และสุดท้าย Compound-complex Sentece ประโยครวมๆซ้อนๆ ว่าจะยากสักแค่ไหน ในรูปแบบของ Grammarman มนุษย์แกรมม่า เร็วๆนี้ค่ะ บ๊ายบาย


 


Present Subjunctive

posted on 25 Jan 2012 23:43 by kickapu in Grammar directory Knowledge
Subjunctive คืออะไรหนอ
 
Subjunctive คือ ประโยคที่แสดง  Wish         ความปรารถนา
                                                Possibility  ความเป็นไปได้
                                                Condition   เงื่อนไขสมมติ
                                       และ   Doubt       ความสงสัย ไม่แน่ใจ
 
อันที่จริงแล้ว Subjunctive นั้น มีอยู่ 3 ประเภทนะเออ ได้แก่
          1. Present Subjunctive
          2. Past Subjunctive
          3. Past Perfect Subjunctive
 
แต่วันนี้เรามามาดง่าย ขอแค่ Present Subjunctive ก็นอนหลับฝันดีแท้ เกินคุ้มค่ะ แล้วตอนต่อไปค่อยมาต่ออีก 2 ประเภทที่เหลือ มันค่ะงานหน้า ฮิฮิ
 
 
ว่าด้วย Present Subjunctive ชื่อน่ะเป็น Present ก็จริงค่ะ แต่ความหมายไม่เกี่ยวนา ต้องลองดูถึงจะรู้
 
มีหลักการง่ายๆ
 
เราต้องรู้จัก กุญแจสำคัญ ก่อน นั่นคือ
 
กริยาเหล่านี้ 
 
ask that   ขอร้องว่า
urge that  กระตุ้น เตือนว่า
order that  สั่งว่า
prefer that  เห็นสมควรว่า
insist that  ยืนกรานว่า
advise that  แนะนำว่า
suggest that  แนะนำว่า
recommend that  แนะนำว่า
require that  ขอร้องว่า
request that  ขอร้องว่า
decide that ติดสินใจว่า
 
กฏ กริยาใดตามหลัง v. พวกนี้ ต้องเป็น v. infinitive (v. ช่อง 1 ไม่ผัน ไม่เติม s ไม่เติม ed)
ส่วน v.to be ให้ใช้ be อย่างเดียวเท่านั้น is am are was were ห้ามโผ่มาเชียว
 
 
มาดูซะหน่อยกะตัวอย่าง
 
The teacher suggested that everybody read this book.
คุณครูแนะนำให้ทุกคนอ่านหนังสือเล่มนี้
 
 
( keyword ประโยคนี้อยู่ตรงที่ suggested that แปลว่า แนะนำว่า แล้วกริยาที่ตามมาคือ read เอ๊ะเอ๊ะ everybody เป็นเอกพจน์หนิ ทำไมกริยาไม่เติม s หว่า อ่อ มีเหตุผลๆ แต่อย่าลืมนะว่า ตอนนี้เราอยู่เรื่อง Present Subjunctive ให้จำไว้เสมอว่า ไม่ว่าประธานจะเป็นอะไรก็ช่างฉันไม่สน ถ้าเจอ keywords พวกนี้ปุ๊ป ฉันจะใช่ v.infinitive อย่างเดียว ดังนั้น everybody read this book จึงถูกต้องแล้ว)
 
เทคนิค ทดคำว่า should ไว้ในใจ
(ภาษาพูด = The teacher suggest that everybody should read this book.)
 
I suggested that he be punctual.
ฉันแนะนำว่าเขาควรตรงต่อเวลา
 
(keyword คือ suggested that กริยาที่ตามมาต้องเป็น v.infinitive ในประโยคนี้ให้ v.to be มา อย่าลืมนะว่า is am are was were ใช้ไม่ได้ใน Present Subjunctive นะจ๊ะ ดังนั้นประโยคนี้ ... he be punctual จึงถูกต้องแล้ว อย่าเผลอเป็น ...he is punctual น๊า)
 
ถ้ากลัวจำไม่ได้ มองภาพไม่ออก แนะนำให้ทด should ไว้หน้า v.
I suggested that he should be punctual. (ภาษาพูดนะ)
 
เออ เข้าท่าแฮะ
 
มาดูตัวอย่างทีเหลืออีกนิด
 
The doctor advised that she take a rest.
หมอแนะนำว่าเธอควรพักผ่อน
 
I suggested that she not go there alone.
ฉันแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นคนเดียว
(ถ้าไม่ควรก็แค่เติม not ไว้ข้างหน้า v. เลย ง่ายนิดเดียวจริงไหม)
 
The doctor recommended that I take this medicine.
คุณหมอแนะนำว่าฉันควรทานยาชนิดนี้
(should take ภาษาพูด)
 
My father suggested that I not be lazy.
พ่อฉันแนะนำว่าฉันไม่ควรขี้เกียจ
(should not be lazy ภาษาพูด)
 
ง่ายจริงๆๆเนอะ
 
มาดูเพิ่มอีกนิด อย่าพึ่งไปไหน ถ้าไปตอนนี้นะ เสียดายแย่เลย
 
ใช้ v. infinitive  ตามหลัง  It + be + adj. + that
 
เมื่อ adj. กลุ่มนั้นคือ  necessary / essential จำเป็น
                              important สำคัญ
                             advisable เป็นที่แนะนำ
                             proper  สมควรที่
                             strange เป็นเรื่องแปลกที่
 
ใช้เหมือนกันกับแบบแรก แท่น แทน แท๊นนนนนนนนนนนนนน....
 
It is essential that we have food every day. จำเป็นที่เราควรจะรับประทานอาหารทุกวัน
It is advisable that she do exercise ever day. เป็นการแนะนำที่เธอควรออกกำลังกายทุกวัน
It is strange that he remember my word.  เป็นเรื่องแปลกที่เขาจำคำพูดของผมได้
ประโยคนี้โดนสุดๆ
It is important that we study English every day.  เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรเรียนภาษาอังกฤษทุกวัน
 
แฮ่ๆๆ
 
สุดท้าย อันนี้แถมๆ แต่ไม่เกี่ยว ตามด้วย to infinitive ค่ะ
       
        It + be + adj. + to infinitive
 
It is important to follow the rules. เป็นเรื่องสำคัญที่ควรปฏิบัติตามกฏ
 
ประโยคเด็ด
It is very necessary for me to study English. จำเป็นสำหรับฉันอย่างมากที่จะต้องเรียนภาษาอังกฤษ
 
แฮ่ๆๆ โดนใจมั๊ยคะกับประโยคเด็ด ฮิฮิ
 
นับจากนี้ไป ลองหันมาใช้ Present Subjunctive กันดูสิคะ แค่คุม verb ตัวเดียว (v.infinitive)ก็กลายเป็นเซียนกันเบาๆ
 
บ๊ายบายก๊าฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
 
 

Adjective Clause ตามติดนาม

posted on 17 Jan 2012 13:46 by kickapu in Grammar directory Knowledge
Hi, everyone! สวัสดีค่ะทุกคน                   

ชื่อหัวเรื่องวันนี้ก็เป็นแปลกๆเนอะ ไม่รู้อะไร อ่า เป็น งง งง

Adjective Clause คือ hero อีกผู้หนึ่งค่ะ ที่จะช่วยให้เราแยกแยะและวิเคราะห์ประโยคได้
Adjective Clause ช่วยให้หลายคนเป็นเซียนในการพูดภาษาอังกฤษมานักต่อนัก

ถ้าขาด Adjective Clause ชีวิตของผู้พูดภาษาอังกฤษคงเรียบง่ายเกินไป
เพราะ  Adjective Clause จะมาเปลี่ยนแปลงทำให้ชีวิตของเรา ซับซ้อน ขึ้น
และ    Adjective Clause  ก็มาเพื่อเพิ่มความละเอียดให้กับเราด้วย

น่าสนใจใช่มั๊ยหล่ะคะ พร้อมทำความรู้จักแล้วหรือยัง

เอางี้ก่อน เราต้องรู้จักก่อนว่าเจ้า Adjective Clause นี่เป็นเยี่ยงใด ไม่เห็นอธิบายซักที
หุหุ งั้นเราก็ขอย้อนอดีตนิดนึง

เรารู้จัก Adjective กันอยู่แล้ว เรารู้ว่า Adjective เนี่ย มีหน้าทีขยายคำนามใช่ไหมคะ
เรารู้ว่า Adjective วางไว้ได้สองตำแหน่ง คือ อยู่หลัง verb to be และ อยู่หน้า noun ที่มันขยาย ถูกไหม

Adjective Clause ก็เช่นกันค่ะ หน้าที่ของมันคือ ขยายคำนาม
ส่วนตำแหน่ง อยู่หลัง noun ที่มันขยาย อยู่ติดกันเลยนะ ห้ามแยกกันไปไหน
เหมือน ชื่อหัวเรื่องเลย Adjective Clause ตามติดนาม



ต่างกันที่ Adjective Clause เป็น   ประโยค
     ส่วน   Adjective           เป็น   คำ

มาดูความแตกต่างของพวกเขาทั้งสองกันเลยค่ะ

Adjective >>            She is pretty.           เธอน่ารัก  (วางไว้หลัง v. to be)
                             She is a pretty girl.    เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารัก  (วางไว้หน้า noun ที่มันขยาย)

Adjective Clause >>  She is a girl who is pretty. เธอเป็นผู้หญิงผู้ที่น่ารัก (ตามติด noun ที่มันขยาย)

ว่าวๆ ง่ายเนอะ
เจ๋งสุดๆเลย

เรามาดูลึกๆกันอีกครั้ง Adjective Clause ทำให้ชีวิตของเรามีสีสัน ซับซ้อน ไม่เรียบง่ายได้อย่างไร
 
สังเกตุไหมว่า
She is a girl who is pretty. มาจาก 2 ประโยครวมกัน

นั่นคือ >> She is a girl. + She is pretty.   โห เปลืองน้ำลาย

หากเมื่อเรารู้จัก Adjective Clause แล้ว เราจะยังแต่งประโยคง่ายๆอยู่อีกไหม คงไม่ท้าทายเลย
งั้น เราจะเลือกใช้ประโยคอย่างง่าย หรือว่า อย่างซับซ้อนดีเอ่ย

ถ้าเราตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ว่า ฉันหรือผมจะเลือกใช้ประโยค ที่ซับซ้อน มันท้าทายความสามารถดี
 
หุหุ นี่เลย Grammarman ขอแนะนำ ให้ยึดสูตร 2 becomes 1 ไปใช้ได้เลย จาก 2 รวมเป็น 1 ประหยัดน้ำลาย

สูตร 2 Becomes 1 พึ่งพา Hero

Hero มี 8 ตัว ได้แก่

who    ตามติด คน (ประธาน)
whom            คน (กรรม)
which             สิ่งของ หรือ อะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่คน
that               ทุกอย่่างที่ขวางหน้า  (ไม่เป็นทางการ)
whose            คน (แสดงความเป็นเจ้าของ)
when              เวลา
where             สถานที่
  -                  ทุกอย่าง (ไม่เป็นทางการ)

(-) มาจาก การละ that เพราะ ขี้เกียจพูด

มาลองฝึกกันแบบชิวๆ ไม่เครียดดีกว่าค่ะ
 

เริ่มต้นจาก การใช้ who / whom ก่อนเลย

สมมุติว่า เรามี 2 ประโยคอย่างง่ายอยู่ในหัว คือ She is my mother. และ I love her a lot. จะยุบให้เป็นประโยคเดียวได้อย่างไร

ติ๊กต่อก

ติ๊กต่อก

ติ๊กต่อก


เย้ๆๆ คิดออกแล้ว เราต้องมาคิดว่า เนื้อความอะไรที่มันมีความหมายซ้ำกัน


She is my mother. และ I love her a lot.

คงเป็น mother กับ her สินะ ถูกต้อง!!! ดิ๊งด่อง เอาไปเลย 10 แต้ม

เคล็ดลับ อะไรที่มีความหมายซ้ำกัน ให้ตัดตัวใดตัวหนึ่งออก

แล้วจะตัดอะไรออกดีหล่ะ ตัด mother ดี หรือว่าตัด her ออกดี  
 หัวคิดไม่ออก โอ้ยปวดหัว

ถ้าเราตัด mother ออก เราก็ไม่รู้น่ะสิว่า her คือใคร งั้น เรา ตัด her ออกดีกว่าเนอะ
 
หลังจากที่ได้ตัด her ออกแล้ว ให้เราเลือกว่า จะเลือกใช้ Hero ตัวไหน ระหว่าง who หรือ whom ดี

ในประโยคนี้ แม่ถูกรัก หรือ แม่รักเอง คะ?

แม่ถูกรักค่ะ ดังนั้น แม่เป็น กรรม ของประโยค ถ้าเป็นกรรมของประโยคแล้ว เป็นคนด้วย เราจำเป็นต้องใช้ Hero ตัวไหนคะ กลับไปดู hero ของเรา


ใช่แล้ว ใช้ whom ถูกต้องที่สุด เย้ๆๆ เจ๋งเลยค่ะท่านผู้อ่าน เรามาไกลระดับนึงแล้ว

ที่นี้เมื่อตัด her ทิ้ง ก็ให้ใส่ whom ลงไปหน้าประโยค แบบนี้

I love her a lot.  >> whom I love a lot.  >> แล้วจับไปตามติด คำว่า mother ซะเลย เพราะตอนนี้ ขยาย mother อยู่ บอกว่า mother เป็นผู้ที่ฉันรักมาก

แบบนี้

She is my mother whom I love a lot.

ดังนั้น whom I love a lot ก็คือ Adjective Clause ดีดีนี่เอง

เห็นมั๊ยคะ ไม่ยากเลยใช่ไหม

เอ๊ะ ในเมื่อเราใช้ Adjective Clause เป็นแล้ว
ยุบประโยคจาก 2 รวมเป็น 1 ก็เป็นแล้ว

ขอย้อนกลับมาอีกทีว่า เราวิเคราะห์ประโยคแบบนี้เป็นไหม อะไรคือประธานหลัก อะไรคือกริยาหลัก และอะไรคือกรรมหลักในประโยคนี้เอ่ย

ต่อไปนี้เราจะมีการแบ่งแยกเกิดขึ้น

เราจะมาเล่นแยกสีกัน
สีม่วง แทน ประโยคหลัก
สีแดง แทน ประโยคย่อย        นะเออ

รับทราบนะคะ จากนี้ไปเราจะเข้าใจกันเองโดยอัตโนมัตินา

เอ้า มาดูอีกรอบ ไม่ไปไหนหรอก เอาประโยคเดิมนี่แหล่ะเนอะ

She is my mother whom I love a lot.

ลองมาเดาเล่นๆ ว่าประธานหลักคืออะไร จะเป็น She หรือ whom หรือ I กันนะ?
                    แล้ว กริยาหลักหล่ะ     จะเป็น is หรือ love กันนะ
เยอะแยะ ตัวไหนหล่ะทีนี้

เฉลยค่ะ ในส่วนของ Adjective Clause ก็คือประโยคย่อย ดังนั้น I ก็คือ ประธานในประโยคย่อย
                                                                            love ก็คือ กริยาในประโยคย่อย
                                                                            whom ก็คือ กรรมในประโยคย่อย
และแน่นอนไม่ต้องบอกต่อก็รู้เลยว่า She is my mother... ก็คือ ประธานหลัก กริยาหลัก และส่วนเติมเต็มในประโยคหลัก ตามลำดับ

เคล็ดลับ เมื่อเจอ Adjective Clause ในประโยคใด ให้แยกแบบนี้
She is my mother <whom I love a lot>. จับ Adjective Clause ลงในวงเล็บ 3 เหลี่ยมเอาซะเลย เพื่อกำจัดความสับสนออกไป
 
 
 

เพราะเจ้า Adjective Clause ก็คือ ส่วนขยายเท่านั้นเอง

Oh, my God! Adjective Clause ช่างง่ายอะไรเช่นนี้

หลักๆมันก็มีแค่นี้ค่ะ ไม่ยากเลย ลองฝึกใช้กันดูนะคะ หัดใช้ Hero ส่วนที่เหลือกันดู


มาดูตัวอย่างการยุบประโยค 2 Becomes 1 กันอีกหน่อย จะได้นอนหลับวันนี้

Jesse is a man. + He works hard. เจสซี่เป็นผู้ชาย + เขาทำงานหนัก

ถ้ายุบจะได้เป็น เจสซี่เป็นผู้ชายที่ทำงานหนัก (เป็นคนที่ทำงานหนัก)


(ตัด He ใส่ who เพราะ เราะจะให้ man เป็นประธาน แสดงว่า man ทำงานหนักเอง)

Jesse is a man who he works hard. (ให้ who works hard ตามติด man ซะ)

สังเกตุไหมคะ works ทำไมมี s จากที่เราทราบกันดีอยู่ว่า ถ้ากริยาเติม s ประธานต้องเป็นเอกพจน์

อะไรคือ ประธานของคำว่า works

ถูกต้องแล้วค่ะ man คือประธานของ ประโยคย่อย man whos' worksv' hard. นี่เอง

s, v, o, c = ประธาน กริยา กรรม ส่วนเติมเติม (ในประโยคหลัก)
s', v', o', c' = ประธาน กริยา กรรม ส่วนเติมเติม (ในประโยคย่อย)

ลองแยก ได้เป็นแบบนี้

JesseS isV a manC <whos' worksv' hard>. (จับส่วนขยายครอบด้วยวงเล็บ 3 เหลี่ยมซะเลย เพื่อไม่ให้สับสน)


ที่เหลือ

I bought the house. The house is in Bangkok.  ฉันซื้อบ้านแล้ว บ้านหลังนั้นอยู่ กทม
>> The house that I bought is in Bangkok.   บ้านที่ฉันซื้ออยู่ กทม
The houseS <that Is' boughtv'> isV in Bangkok.

This is the restaurant. We ate there. นี่คือร้านอาหาร เราเคยไปทานอาหารที่นั่นแล้ว
>> This is the restaurant where we ate. นี่คือร้านอาหารที่เราเคยไปทาน
ThisS isV the restaurantC <where wes' atev'>.

ถ้าไม่เป็นทางการ เปลี่ยน where เป็น that ได้ >> This is the restaurant that we ate.

หรือ ละ that ไปเลย ถ้าขี้เกียจพูด >> This is the restaurant we ate.

This is the building. She works in this building. นี่คือตึก  เธอทำงานที่ตึกนี้
>> This is the buidling that she works. นี่คือตึกที่เธอทำงาน

The test was difficult. I took the test. ข้อสอบยาก ฉันทำข้อสอบนั้น
>> The test which I took was difficult. ข้อสอบที่ฉันทำยาก

Sara is the girl. We met her boyfriend. ซ่าร่าเป็นผู้หญิง เราเจอแฟนของซ่าร่าแล้ว
>> Sara is the girl whose boyfriend we met. ซ่าร่าเป็นผู้หญิงและเราก็ได้เจอแฟนของเธอแล้ว

ระวัง

ถ้า noun คำไหน ไม่จำเป็นต้องขยาย ให้ใส่ comma (,)
                         จำเป็น ไม่้ต้องใส่ 
เช่น

ชื่อคน ถ้ากล่าวแล้ว รู้ว่าเป็นใคร ประโยคนั้นต้องการ comma
 

Sara, who is standing there, is beautiful.  ซ่าร่า(ที่ยืนอยู่ที่นั่น)สวย
สังเกตุว่า หลัง Sara มี comma แสดงว่า ถ้าตัด who is standing there ออกจากประโยคนี้ เหลือ
Sara is beautiful. ซ่าร่าสวย (ผู้อ่านก็รู้ว่าซ่าร่าคือใคร)

ในทางกลับกัน

The man who is standing next to the door is my father. ผู้ชายที่ยืนอยู่ติดประตูเป็นพ่อของฉัน
ลองจินตนาการว่า ถ้าเราตัด who is standing next to the door ออก เราจะสามารถทราบได้มั๊ียคะว่า man คือใคร
ถ้าลองตัดดูแล้ว ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่า man คือใคร เพราะ man บนโลกนี้ มีเยอะแยะซะเหลือเกิน เราจำเป็นต้องระบุให้ชัดเจนว่า man คนไหน ถ้าไม่ระบุแล้ววันไหนจะสื่อสารกันรู้เรื่องเนี่ย
แสดงว่า ส่วนขยายจำเป็น ช่วยบอกรายละเอียดมากขึ้น เราจึงตัดส่วนขยายออกไม่ได้
ดังนั้น ประโยคนี้ ไม่ต้องการ comma ค่ะ

มาถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านก็คงจะพอเข้าใจการใช้ Adjective Clause กันบางแล้ว ลองใช้กันบ่อยๆนะคะ
ถ้าฝึกบ่อยๆก็จะชินไปเองค่ะ ไม่ยากช่ายม๊า

แล้วเจอกันใหม่ค่ะ

คำเตือน ถ้าใช้บ่อยๆ แล้วคุณจะหลงรัก Adjective Clause และ Hero ของเรามากขึ้นเรื่อยๆค่ะ จนลืมไม่ลง เก็บไปฝันแน่นอน
 
และวันต่อๆไป เราจะพูดภาษาอังกฤษได้  ดั่งเซียน
 
บ๊ายบายก๊าฟ

 

Present Perfect นานแล้ว เสร็จแล้ว

posted on 13 Jan 2012 00:38 by kickapu in Grammar directory Knowledge
หวัดดีก๊าฟ อาโฮะๆ ทักทายกันแบบ Grammarman ดีกว่าเนอะ

วันนี้เรามาเข้าเรื่อง Tense กันดีกว่า

Tense คือ กาลเวลา  อีกความหมายนึง คือ ตึง หรือ แน่น

Tense มีทั้งหมด ตั้ง 12 Tense แหน่ะ จำไม่หวาดไม่ไหวกันเลยทีเดียว

ถามว่า เราจำเป็นต้องใช้ Tense มั๊ย? คำตอบคือ จำเป็นมากค่ะ
และขอถามอีกว่า เราจำเป็นต้องใช้ครบทุก Tense มั๊ย คำตอบคือ ไม่จำเป็นเลย

เพราะในชีวิตประจำวันเราจำเป็นต้องใช้ Tense เสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ให้ครบทุก Tense ไป ชีวิตคงจะดูวุ่นวายๆ น่าสับสนเสียจริงๆ

บางคนอาจบ่นๆ มีไว้ทำไมตั้ง 12 Tense แหน่ะ Grammarman ก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดๆแล้วเกิดอาการขำ เออ เรียนไปเพื่อสอบก็ได้วะ เวลาคุยกับฝรั่งก็ขอใช้ซัก 5-6 tense พอนะ ฮ่าๆๆๆ ที่เหลือลืม...

ถูกต้องแล้วค่ะ Grammarman เห็นด้วย

วันนี้เราจะไม่ดูทั้ง 12 Tense แต่เราจะมาเจาะลึกแค่ Tense ยอดฮิด พูดแล้วเทพ บ่งบอกถึงความเป็นกูรูในระดับนึง

นั้นคือ Tense อะไรหนอ แต่น แตน แต๊น...

ขอทุกคนปรบมือต้อนรับ พี่ Present Perfect นามสกุล นานแล้วเสร็จแล้ว  เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (เล่นกับเค้าหน่อยทุกคน ฮ่าๆๆ)


ถ้าอยากหนุกๆ เรามาทำความรู้จักกับพี่ Present Perfect กันหน่อย

พี่ Present Perfect คนนี้ เป็นคนมีความหลังฝังใจ มีอายุยืนนาน ว่าง่ายๆ แก่แล้ว มีประสบการณ์มากมายที่พี่เขาได้เคยทำ

พี่ Present Perfect นั้นเจ้าชู้หลายใจ มีกิ๊กเยอะแยะมากมาย ชอบเดินควงสาวเรียงตามลำดับความสวย ได้แก่
น้อง Since, น้อง For, น้อง Yet, น้อง Already, น้องแฝดคนละฝาชื่อ Ever กับ Never


บางวันก็แวะไปวนเวียนม่อน้อง Just, น้อง Lately, และน้อง Recently

โห สาวๆของพี่ Present Perfect เนี่ยเยอะมากมาย จำแทบไม่หวาดไม่ไหว ชื่อแต่ละชื่อดูไฮโซทั้งนั้น

รู้จักสาวๆแล้ว ทำไงต่อหล่ะทีนี้

รู้โครงสร้างกันก่อนไหม

S + have + V3.             (have = v. to have มี has และ have จะใช้ตัวไหนต้องดูประธานนะหนูจ๋า)

สูตรง่ายสุดๆ น่าหนุกๆ

งั้นเรามาแอบดูกันดีกว่า ว่าพี่ Present Perfect ควงน้องแต่ละคนยังไง จะโรแมนติกซักแค่ไหน (เริ่มบ้าแล้วเรา แฮ่ๆๆ)

ตอนที่ 1 ควงคู่น้อง Since กะ น้อง For

I have not been here since 1996.  ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปี 1996
She has lived here for a long time.  เธออาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว

สังเกตุไหมคะ น้อง Since กัีบ น้อง For เนี่ย มีบุคลิกแตกต่างกันอย่่างไร
แน่นอนๆ ต้องแตกต่าง ตรงที่  น้อง Since บอกจุดของเวลา
                                    น้อง For บอกระยะเวลา

ตอนที่ 2 ควงคู่น้อง Already กะ น้อง Yet

I have already met you. / I have met you already.    ผมเคยเจอคุณแล้ว
I have not met you yet. / I have not yet met you.    ผมยังไม่เคยเจอคุณ

ฮันแน่ งงช่ายมั๊ยล่า มาดูน้อง Already กันใหม่อีกทีก่อน

           already แปลว่า่ แล้ว หรือ เรียบร้อยแล้ว บ่งบอกว่า ทำสิ่งนั้นเสร็จแล้่ว
           yet  แปลว่า ยัง บ่งบอกว่า ยังไม่เคยทำสิ่งนั้นมาก่อน

I haven't finished it yet.  ผมยังทำไม่เสร็จ  (ใช้ในกรณีนี้ก็ได้)

น้องสองคนนี้ว่านอนสอนง่าย พี่ Present Perfect สามารถควงซ้ายก็ได้ ควงขวาก็ได้ แล้วแต่อารมณ์ น้องเขาก็จัดให้หมด น่าอิจฉา น่ารักจริงๆ

นอกจากนั้น
ในประโยคคำถาม น้องสองคนนี้จะให้ความหมายเหมือนกันเด๊ะ แต่อารมณ์เนี่ยะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ลองมาดู

Have you arrived yet?  คุณมาถึงรึยัง (อารมณ์แบบ ไม่รู้ ถามเพื่อให้แน่ใจ to make sure)
Have you arrived already?  คุณมาถึงแล้วหรอ (อารมณ์แบบ โอ้ ตกใจๆ แบบ surprised)

ในประโยคปฏิเสธหรือตอบคำถาม ก็สามารถใช้น้อง Yet ได้
ลองมาดู

Has the party started yet?  ปาร์ตี้เริ่มรึยัง
          No, It hasn't
          No, not yet.                >>> ยังไม่เริ่มเลยค่ะ
          Not yet.

ตอนที่ 3 เมื่อควงคู่แฝดคนละฝา น้อง Ever กะ น้อง Never

Have you ever been to America?  คุณเคยไปอเมริกาไหม
No, I have never been there.       ไม่ ดิฉันไม่เคยไปค่ะ
No, never.                                ไม่เคยค่ะ

                  ever แปลว่า เคย
     ส่วน       never แปลว่า ไม่เคย


ตอนสุดท้าย เมื่อควงควบ 3 กะน้อง Just, Lately และ Recently

I've just gotten back from China.   ผมพึ่งกลับมาจากประเทศจีน
I have been there lately.              ผมกลับมาเมื่อไม่นานนี้
He's recently gotten back home. / He's gotten back home recently.  ผมกลับมาเมื่อไม่นานมานี้ 

               Just ถ้าอยู่กับพี่ Present Perfect แปลว่า พึ่ง (ถ้าบอกว่าพึ่งเสร็จ ก็หมายความว่าเสร็จแล้ว เอ๊ะ นามสกุลใครเนี่ย)
               Just แปลว่า แค่ ก็ได้ ในกรณีที่อยากเน้นกริยา เช่น I just want to love you. ผมแค่อยากรักคุณ
               อย่าสับสนน๊า น้อง just แปลได้ 2 แบบค่ะ

               Latelly แปลว่า เมื่อไม่นานมานี้ หรือ เมื่อเร็วๆนี้
               Recently  แปลว่า เมื่อไม่นานมานี้  (เหมือนกับ Lately)

ใน American English จะชอบใช้อะไรแบบง่ายๆๆ เช่น
        I just got  back from China.
        I recently got back from China.

ใช้น้องสามคนนี้กับ Past Simple ได้ก็ไม่ผิด เอาไว้หัดคุยกับชาวอเมริกัน เนอะ แต่ถ้าใช้ในการเขียนทางวิชาการหรือสอบ เราควรให้น้อง 3 คนนี้ไปกับพี่ Present Perfect จะดีกว่านะเคอะ

จบแว้ว

อ่านกันมาจนจบ พอจะทราบกันรึยังคะว่า นิยามของพี่ Present Perfect เป็นอย่างไร

จากที่ Grammarman เกริ่นๆ เมื่อต้นเรื่อง ได้บอกทุกคนไว้ว่า "พี่ Present Perfect คนนี้ เป็นคนมีความหลังฝังใจ มีอายุยืนนาน ว่าง่ายๆ แก่แล้ว มีประสบการณ์มากมายที่พี่เขาได้เคยทำ"

ใ่ช่แล้วค่ะ ที่บอกว่า เป็นคนมีความหลังฝังใจ มีอายุยืนนาน ก็คือ เกิดขึ้นตั้งแต่อดีต เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันและเหตุการณ์เกิดขึ้นนานแล้ว   เห็นภาพของระยะเวลาชัดเจน และ มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วยแหน่ะ

การที่มีประสบการ์มากมาย คือ พี่เขาได้พบเจออะไรมามากมาย สิ่งต่างๆนั้นได้จบลงไปแล้ว มันเสร็จแล้ว 

พี่เขาเลยได้สมยานามว่า Present Perfect นานแล้ว เสร็จแล้ว

แต่สิ่งที่พี่เขาทำต้องมีหลักฐานด้วยนะค ความหมายแตกต่างจาก Past Simple ลิบลับอีกด้วย  เช่น

He has turned the light on.  เขาเปิดไฟ  หลักฐานก็คือ ไฟยังเปิดอยู่     
 ในทางกลับกัน
He turned the light on.  เขาเปิดไฟ (อาจจะมีคนปิดไฟไปแล้วก็ได้)
...............................................................................................................................................................
She has written a book.    เธอได้เขียนหนังสือ หลักฐานคือ หนังสือยังอยู่ยังมีให้อ่าน
ในทางกลับกัน
She wrote a book.   เธอได้เขียนหนังสือ  (เธออาจเขียนไม่เสร็จ หรือ หนังสือเล่มนั้นอาจสูญหายหรือไม่มีแล้วก็ได้)

เย้ๆ จบแล้ว ต้องลาไปก่อน สวัสดีก๊าฟ
(เดินยังงี้เมื่อไหร่จะึถึงบ้าน แฮ่ๆ) 
 
 
Reference: Focus on Grammar 5 (Third Edition) by Jay Maurer