If Clause เงื่อนไข๊เงื่อนไข

posted on 11 Jan 2012 22:29 by kickapu in Grammar directory Knowledge
สวัสดีกันอีกครั้ง How have you been, everyone? สบายดีมั๊ีียคะ เป็นอย่างไรกันบ้างเอ่่ย ไม่ได้เจอกันน๊านนานเนอะ
 
วันนี้ Grammarman ไม่ได้มาแบบธรรมด๊า ธรรมดานะ วันนี้มาแบบมี เงื่อนไข๊ เงื่อนไข
 
ประโยคเงื่อนไขนี้ ไม่ยากเลย เพราะไม่มีอะไรยากสำหรับ blog นี้ ฮิฮิ เอาเข้าไป
 
ขอทบทวนความรู้เรียกน้ำย่อยกันหน่อยนะเคอะ อ้าว นักเรียน If Clause มีกี่แบบคะ
 
ไม่เอาน่ะ อย่าคิดมาก มีไม่กี่แบบเองจำง่ายจะตาย
 
ทุกคนลองพูดตาม Grammarman ค่ะ
 
0 1 2 3 (ศูนย์ หนึ่ง สอง สาม)                              
 
  อ๋อย....... มาเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ใช่มาเรียนนับเลข
 
ใช่แล้วค่ะ เรากำลังเรียนภาษาอังกฤษกันอยู่นะนี่ จริงๆ มีสาระๆ
 
 
คำตอบคือ If Clause (Conditional Sentence)หรือ ประโยคเงื่อนไขนั้น มี 0 1 2 3 แบบ แล้วทำไมต้องเริ่มจาก 0 หล่ะ
บางคนบอกว่า ที่หนูเคยเรียนมันเป็นแบบ 1 2 3 4
 
ใช่แล้วค่ะ แต่ Grammarman ไม่อยากเหมือนใคร แค่อยากเริ่มจาก 0 อาโฮะๆ
 
เข้าเรื่องกันดีกว่าเนอะท่านผู้อ่านที่น่ารัก
 
 
เหตุผลที่เริ่มต้นนับจาก 0 เพราะเราจะมาแยกประเภทกันค่ะ
 
แบบที่ 0 เป็นความจริง
....................................................................................................
แบบที่ 1 เป็นไปได้ (ปัจจุบัน)
แบบที่ 2 เป็นไปไม่ได้ (ปัจจุบัน)
แบบที่ 3 เกิดขึ้นแล้วในอดีต กลับไปแก้ไขไม่ได้ แล้วมาเสียใจภายหลัง
 
เห็นไหมคะ แบบที่ 0 โดนแยกออกจากเพื่อน เพราะมันไม่เหมือนชาวบ้าน เพราะมันเป็นความจริง
เห็นไหมคะ Grammarman ก็มีเหตุผล มีหลักการเหมือนกันนะเนี่ย ฮ่าๆๆ
 
แค่รู้ว่ามีกี่แบบยังไม่เพียงพอค่ะ เราจำเป็นต้องรู้โครงสร้างด้วย
 
ง่ายนิดๆ แบบจิ๊บๆ
 
0:    If   S   V1 , S   V1.
.....................................................................................................
 
1:    If   S   V1 , S  will/shall  V.infi
 
2:    If   S   V2 , S  would/should  V.infi
 
3:    If   S   had  V3 ,  S  would/should   have  V3
 
ดูแล้วรู้สึกจะเริ่มเหมือนสูตรคณิตศาสตร์ - -''
ในประโยคเงื่อนไง มักมีคำว่า ถ้า = if เสมอนะคะ
S = ประธาน
V1 = กริยาช่อง 1    V2 = กริยาช่อง 2   V3 = กริยาช่อง 3
Vinfi = Verb Infinitive  กริยาช่อง 1 แบบไม่ผัน ไม่เติม s ไม่เติม ed ค๊าฟ (เรียกยากๆมันคือ Base Form of Verb)
 
เมื่อรู้สูตรแล้ว ก็ต้องจับสูตรมาประยุกต์ให้เหมือนคณิตศาสตร์กันหน่อย ดูซิว่า คณิตกับอังกฤษ สิ่งไหนจะยากกว่ากัน อาโฮะๆ
 
เรามาลองเริ่มต้นกับแบบที่ 0 กันดีกว่า เป็นความจริง หรือว่าจะทางวิทยาศาสตร์ หรือ เป็นจริงในชีวิตประจำวัน ยังไงมันก็จริง ไม่มีสิ่งไหนมาหักล้างได้ ก็จับมาไว้ในสูตรคูณแม่ 0 ของเราเลย
สูตรมา >>> If   S   V1 , S   V1
แล้วก็ลองแ่ต่งประโยคดู อะไรน๊า เป็นความจริง แต่งว่าไงดี เอาไงๆ
อ้อ คิดได้แล้ว  เอาง่ายๆ ประโยคหากินๆ
 
              ถ้าอุณหภูมิ 100 องศา น้ำจะเดือด >>>  If it reaches 100o C, water boils.
เราสามารถย้าย if มาไว้กลางประโยคได้ แต่ต้องตัด comma (,) ทิ้ง
                                                                Water boils if it reaches 100o C.
แบบนี้ไง พอเข้าใจกันไหมเอ่ย
 
สังเกตุไหมคะ ในประโยคที่ว่า น้ำจะเดือด แต่ทำไมไม่แต่งว่า ...., water will boils.  คุณ Grammarman แปลผิดรึเปล่า ใช้ไม่ได้เลย  ทุกคนลองกลับไปดูสูตรของเรา ในแบบที่ 0 แบบความเป็นจริง และน้ำก็เดือด 100 องศา คือความเป็นจริงใช่ไหมคะ ในสูตรมี will ไหมเอ่ย ไม่มี๊ไม่มี เพราะฉะนั้น ให้ Grammarman ถูกไปได้เลย 1 แต้ม เย้ๆๆ

เย้ๆ
 
แบบที่ 1: เป็นไปได้ในปัจจุบัน หรือ เป็นจริงในปัจจุบัน
ขอสูตร >>> If   S   V1 , S  will/shall  V.infi             สังเกตุไหมคะ แบบ 0 ไม่มี will แต่ แบบ 1 มี will
ตัวอย่าง       If it rains, we will close the windows.   ถ้าฝนตกเราจะปิดหน้าต่าง
ประโยคนี้ผู้พูดก็หมายความตามที่บอก แสดงให้เห็นว่า ถ้าฝนตกพวกเขาจะปิดหน้าต่างจริงๆ (โอ้ เป็นไปได้ๆ)
                If I study hard, I will pass.   ถ้าฉันตั้งใจเรียน ฉันจะสอบผ่าน (เป็นไปได้นะเนี่ย)
ขอเสนอประโยคที่ Grammarman ชอบพูดบ่อยๆๆ
                If you study hard and practice a lot, you will be successful in learning English.
                ถ้าคุณขยันเรียนและหมั่นฝึกฝนบ่อย