Parts of Speech ชนิดของคำ

posted on 27 Nov 2011 21:02 by kickapu in Grammar
สวัสดีค่ะ แฟนๆที่รักของ Grammarman หลังจากที่ห่างหายไปนาน เค้่าก็คิดถึงนะ
 
แต่ยังไงวันนี้ก็ดีใจมากที่ได้กลับมาเขียนเรื่องราวดีดีให้แฟนๆได้อ่านกันอีกครั้ง และอีกหลายๆครั้ง เราจะไม่พูดมาก จะเข้าเรื่องกันเลย
 
สำหรับตัว Grammarman เองแล้ว ถ้าจะให้เริ่มสอนตั้งแต่พื้นฐาน จะต้องสอนเรื่อง Parts of Speech ก่อนเสมอ เพราะอะไรน่ะหรอ
 
 
ก่อนที่เราจะแต่งประโยคหนึ่งๆได้ เราจะต้องมาทำความรู้จักกันก่อนว่า ในประโยคต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง มีคำประเภทใด แล้วคำแต่ละประเภทมีการวางตำแหน่งและมีหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร ถ้าเราได้เรียนรู้และเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างดี ปัญหาต่างๆที่ตามมาจะถือว่าเป็นเรื่องง่ายกันเลยทีเดียว มันอาจจะดูน่าเบื่อสำหรับคนที่เก่งแล้ว หรือบางคนเรียนมาเยอะแล้วไม่อ่านได้มั๊ย ได้ค่ะ ไม่อ่านก็ได้ แต่ถ้าคุณลองเปิดใจทำความรู้จักกับมันใหม่อีกนิด จำแก่นหลักๆแค่นิดเดียว สบายบรื๋อ
 
ถามว่า Grammarman จะสอนเรื่องนี้ทำไม หลายคนไม่เข้าใจในส่วนนี้ค่ะ เรียนมาตั้งหลายปี แต่พอถามว่า รู้จัก Parts of Speech ไหม หลายคนทำหน้างง เอ๊ะ ฉันเคยเรียนเรื่องนี้ไหมนะ อ๊ะ ฉันก็เคยเรียนหนิ จำได้บ้างจำไม่ได้บ้าง ในเมื่อเนื้อหาแก่นหลักมันมีแค่นิดเดียว แต่ทำไมหลายคนจำไม่ได้กัน เป็นเพราะอะไรกันคะ Grammarman ก็จำแค่นิดเดียวเอง ไม่ได้จำมากให้รกหัวซักหน่อย
 
Grammarman คิดว่า หลายคนเรียนมาแบบผ่านๆ แบบไม่เป็นกระบวนการ ก็เลยแยกแยะไม่ค่อยออกแล้วก็้จำสลับกันไปมาบ้าง
 
อยากรู้ไหมจำยังไง มาดูกันเลยค่ะ เนื้อๆ เน้นๆ ไม่มีน้ำ
 
Parts of Speech คือ ชนิดของคำ
 
Parts of Speech มีอะไรบ้าง ง่ายๆ จำไว้แค่ว่า มี 8 อย่างเท่านั้นเอง มี
 
1. Noun คำนาม
2. Pronoun คำสรรพนาม
3. Verb กริยา
4. Adverb กริยาวิเศษณ์
5. Adjective คำคุณศัพท์
6. Preposition บุพบท
7. Conjunction คำสันธาน
8. Interjection คำอุทาน
 
มารู้จักกับพวกเขาทีละตัวกันเลยดีกว่า
 
1. Noun คือ คำที่ใช้เรียกแทน ชื่อ คน สัตย์ สิ่งของ (จำไว้แค่นี้ค่ะง่ายไหม)
คำนามมี นามทั่วไป กับ นามเฉพาะ (อันนี้ไม่พูดมากเพราะหลายคนรู้แล้ว)
ตำแหน่งและหน้าที่: เป็นได้ทั้งประธานและกรรม ในประโยค
 
โอ้ น้อยจริงๆ นอกนั้น อยู่ที่ผู้อ่านแล้วหล่ะค่ะ
 
2. Pronoun คือ คำที่ใช้เรียกแทน Noun หรือ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำซ้ำ
ยกตัวอย่าง เวลาเราเรียกหรือเอ่ยคำใดคำหนึ่งบ่อยๆ บ่อยมากๆ บ่อยเกินไป ถามหน่อยว่า เราเบื่อไหมคะ
ถ้าพูดถึง Grammarman สิบครั้ง เราจะพูดคำว่า Grammarman ถึงสิบครั้งรึเปล่าคะ
ถ้าเป็นฝรั่งแล้ว คนไทยก็เช่นกันค่ะ จะหลีกเลี่ยงการใช้คำซ้ำโดยการใช้คำ สรรพนาม แทน
คือ ครั้งแรก เรียก Grammarman และครั้งต่อๆไปจึงเรียก เขา หรือ เธอ เพื่อไม่ให้ดูน่าเบื่อค่ะ
 
3. Verb ก็คือกริยานั่นเอง ไม่พูดมากอีกแล้ว ง่ายนิดเดียว มี verb แท้ และ verb ไม่แท้
มีวิธีสังเกตุง่ายๆ
verb แท้ จะผันตามประธานและ tense ค่ะ แห่ะๆๆ รวมถึง helping verb ทั้ง 24 ตัวด้วยนะคะ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 กริยาจะผันตามประธานคือ เติม s หรือ es ไง หลายคนคงคุ้นๆ
เอ๊ะๆ มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า เอกพจน์บุรุษที่ 3 เป็นเยี่ยงใด
ก่อนอื่นเลย บุรุษที่ 1 ก็คือ ตัวผู้ผูดเอง มีแค่ I กับ we
                 บุรษที่ 2 คือ คนที่เราพูดด้วย คือ you
                 บุรุษที่ 3 คือ คนที่เราพูดถึง หรือที่เรามักคุ้นเคยกับคำว่า บุคคลที่สามนั่นเอง มีคำว่า they he she it
แล้วเอกพจน์บุรษที่สาม มีคำไหนบ้างเอ่ย ติ๊กต่อกๆๆ เฉลย
คือคำว่า he she it ค่ะ ที่เป็นเอกพจน์แล้วก็อยู่ในบุรุษที่ 3 ด้วย ส่วน they เป็นพหูพจน์ค่ะ
ยังไม่หมดๆ เอกพจน์บุรุษย์ที่ 3 ยังรวมถึง ชื่อคน สัตว์ สิ่งของ ที่มีสิ่งเดียวอันเดีียวด้วยนะคะ
 
มาดูตัวอย่างการผันของกริยาตามประธานกันเล๊ย

Marry loves playing sports. แมรี่ชอบเล่นกีฬา
 
สังเกตุว่าประโยคนี้ loves เติม s ค่ะ แสดงว่า ประโยคนี้ กริยาแท้จะต้องเป็น loves แน่ๆเลยเนอะ ใช่แล้ว ถูกต้องที่สุด เย้ๆ เรามาได้ไกลแล้วค่ะ อิอิ

ถ้าผันตาม tense หล่ะ

He has never told me before that he is a gay. เขาไม่เคยบอกฉันมาก่อนว่าเขาเป็นเกย์ - -''

สังเกตุช่วยกันค่ะว่าประโยคนี้ กริยาตัวไหนที่ผันตาม tense แต่นแตนแต๊น ก็มีตัวเดียวเท่านั้นค่ะ คือ คำว่า told ไง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็น present perfect tense คือ เขาไม่เคยบอกตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันก็ไม่บอก และมีแนวโน้มว่าเขาจะไม่บอกในอนาคต
 
และกริยาไม่แท้ที่เหลือ พวกเขารอคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักด้วยนะคะ พวกเขาเหล่านั้นคือ present