Passive Voice Presentation

posted on 10 Sep 2009 19:24 by kickapu in Grammar

Entry นี้ขอพูดในฐานะที่เป็นนักศึกษาคนนึงที่กำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย

มาพูดถึงเรื่อง Presentation (การนำเสนอ) ซึ่งหัวข้อการนำเสนอวันนี้คือ  Passive Voice

จริงๆแล้วเหตุผลที่อั๊พ 2 Entries ติดกันในวันเดียว ไม่ได้หวังรับคำชมหรือคำยกยอแต่อย่างใด

อันที่จริงกลัวลืมค่ะ

ขอเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับ Presentation ครั้งนี้นิดนึง

- รายวิชา English Structure III

- จะต้องรายงานเป็นภาษาอังกฤษ

- ผู้นำเสนอจะต้องเตรียมตัวมาให้พร้อมก่อนนำเสนอ ห้ามอ่านแต่ใน slide ให้เพื่อนฟัง

- แต่ละกลุ่มมีเวลาในการ Present กลุ่มละ 15 นาที สมาชิกในกลุ่มมีอยู่ 5 คน เฉลี่ยแล้ว ต้องรายงานคนละไม่เกิน 3 นาที

วันนี้ Grammarman ได้รับมอบหมายให้นำเสนอ อยู่ 2 topics ใน Passive Voice ซึ่งมีเพียงน้อยนิดแต่ก็ต้องทำให้สุดความสามารถ

 

พอรู้อย่างงี้แล้วคิดหนัก เนื้อหาที่นำเสนอนี่ต้องเป๊ะๆสินะ ต้องเนื้อๆ ไม่เอาน้ำ

ไอ้เนื้อหาของเราก็เยอะพอควรอยู่นะจะย่อยังไงให้ไม่เกิน 3 นาทีเนี่ย

ว่าดังนั้นแล้วก็จัดการ แต่งบทพูดอธิบายเนื้อหา อ้างในหนังสือบ้าง แต่งขึ้นมาบ้าง แ่ต่ต้องอิงความถูกต้องทุกอย่าง อย่าให้อาจารย์ติได้ 

 

วันนี้ก็เลยอยากจะนำส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบในการนำเสนอ มาเผยแพร่ให้ทุกคนได้อ่านและ ทำความเข้าใจกัน ถึงแม้ว่า หลายๆคนอาจจะรู้จัก Passive Voice อยู่แล้วและมันเป็นเรื่องง่าย แต่ก็อาจจะเป็นที่ต้องการของใครอีกหลายคน

ส่วนเนื้อหาที่เพื่อนคนอื่นนำเสนอ ช่างมัน!! Grammarman ไม่เกี่ยว ผู้อ่านสามารถไปศึกษาเพิ่มเติมได้เลยนะจ๊ะ

อีกความต้องการหนึ่งคือ ไม่อยากให้เนื้อหาที่นำเสนอไปแล้วจบไปกับสายลม แล้วได้คะแนนแค่ในห้องเรียนเท่านั้น

แต่อยากให้เนื้อหาในการนำเสนอครั้งนี้ยังคงปรากฏอยู่ที่นี่ ณ Blog แห่งนี้ ให้เป็นที่ชื่นชมกันต่อไป

 

ทบทวนกันก่อนด้วยการเปรียบเที่ยบประโยค Active กับ Passive 

Active Voice : Subject + Verb + Object (ประธาน + กริยา + กรรม)

Passive Voice : Object + Verb + Agent (กรรม + กริยา + ผู้กระทำ)

พูดง่ายๆ คือ ประธานในประโยค Active จะกลายเป็นผู้กระทำถ้าอยู่ในประโยค Passive

 

มาเข้าสู่ช่วงเวลาของการนำเสนอกันเถอะ!!  เย้ๆ!!

* ภาษาที่ใช้ไม่ได้หรูหราอะไรมากมาย แต่ถ้าฟังแล้วจะเข้าใจมากๆเลย รึเปล่าน๊า

* เนื้อหาทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาที่ใช้ในการนำเสนอจริง เค้าท่องเอา เค้าจำได้

* แปลทั้งหมดให้ด้วยแล้วอยู่ในวงเล็บหากต้องการเข้าใจง่ายขึ้นเจ้าจงอ่านมัน

* เนื้อหาที่ป้ายสีเหลืองตัวหนาสีแดงคือส่วนที่ขึ้นแสดงบน Slide ที่ Projector จริงๆ

* ที่เหลือ โม้ๆไปงั้นแหล่ะ อย่าไปสนใจแต่อ่านๆให้หน่อยก็ดีน๊า

 

Starting Presentation!! เริ่มการนำเสนอของเค้าแล้วนะทุกคน แต่น แตน แต๊น

 

Good afternoon teacher and fellow students.

(สวัสดีอาจารย์และเพื่อนๆนักศึกษา)

ที่จริงรายงานเป็นคนที่ 2 แต่ที่่ Good afternoon ก็เพราะอยากหาทางรายงานตัวนี่สิ

 

I am Pattanant ................. .

(ฉันชื่อพัทธนันท์ .................) นามสกุลขอ xx ไว้ละกัน เดี๋ยวรู้กันหมดทั้งตระกูล

ที่ต้องบอกชื่อไปนี้ไม่ใช่เพราะอะไร

เพียงเพราะว่าอาจารย์ให้คะแนนเป็นรายบุคคล (individual point) ตากหาก

แล้วจะให้รายงานกลุ่มไปทำเพื่อ?

อีกเหตุผลหนึ่ง อาจารย์ เฮี๊ยบ จัด เย้วๆ 

 

The next topic that I'm gonna present is when we use the passive voice.

(หัวข้อต่อไปที่ฉันจะนำเสนอคือเมื่อไหร่ที่เราจะใช้ passive voice)

First,

We use the passive voice when we don't know who performed the action or it's not important to say about the agent.

(เราใช้ passive voice เมื่อเราไม่รู้ว่าใครเป็นผู้แสดงการกระทำ (ผู้กระทำ) หรือ ไม่จำเป็นที่จะพูดถึงผู้กระทำ)

For example :

English is spoken.(มีคนพูดภาษาอังกฤษ)

 

It's not important to say who speak English because there are so many people around the world who speak English,right?

(มันไม่สำคัญเลยที่จะบอกว่าใครพูดภาษาอังกฤษก็เพราะว่ามีผู้คนมากมายรอบโลกที่พูดภาษาอังกฤษ ใช่มั๊ยคะ)

 

A wallet was stolen. (กระเป๋าตังค์ถูกขโมย)

We don't know who stole the wallet. (เราไม่รู้ว่าใครขโมยกระเป๋าตังค์ไป)

 

Second,

We use the passive voice when we want to avoid mentioning the agent.

(เราใช้ passive voice เมื่อเราต้องการหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงผู้กระทำ)

For example :

The criminal is sometimes regarded as a hero.

(อาชญากรบางครั้งก็ถูกเปรียบเสมือน hero)

 

In this sentence, we don't want to say who regards him as a hero.

(ในประโยคนี้ เราไม่ต้องการที่จะกล่าวว่าใครเป็นผู้เปรียบอาชญากรดั่ง hero)

 

Third,

We use the passive voice when we want to focus on the receiver or the result of an action.

(เราใช้ passive voice เมื่อเราต้องการเพ่งความสนใจไปที่ผู้รับหรือเพ่งถึงผลของการกระทำ)

For example :

A theif was caught by the police.

(หัวขโมยคนหนึ่งถูกจับได้โดยตำรวจ)

In this sentence, we focus on the theif as the receiver and the verb (was caught) as the result, but we don't focus on the agent.

(ในประโยคนี้ เราเพ่งความสนใจไปที่ หัวขโมย ดั่งผู้รับผลของการกระทำ และ กริยา (ถูกจับ) ดั่งผลของการกระทำนั้น (คือตำรวจจับหัวขโมยได้) แต่ เราไม่ได้สนใจผู้กระทำคือ ตำรวจ แต่อย่างใด)

 

The next topic is when we use a passive with a by phrase.

(หัวข้อต่อไปคือเมื่อไหร่ที่เราใช้ passive กับ by phrase)

We use the by phrase when we want to introduce new information about the agent.

(เราใช้ by phrase เมื่อเราต้องการเพิ่มข้อมูลใหม่เกี่ยวกับผู้กระทำ)

For example :

The money was stolen by a person who has a criminal record.

(เงินได้ถูกขโมยไปโดยผู้หนึ่งที่มีประวัติเกี่ยวกับอาชญากรรม)

In this sentence, it's introduced new information about the agent that has a criminal record.

(ในประโยคนี้ได้เพิ่มเติมข้อมูลใหม่ของผู้กระทำว่ามีประวัิติเกี่ยวกับอาชญากรรม)

 

Second, 

We use the by phrase when we want to credit someone who did something.

(เราใช้ by phrase เมื่อเราต้องการอ้างว่ามีใครได้ทำอะไรบางอย่าง)

For example :

The bills were photocopied by FBI agents.

(รายการหลักฐานต่างๆได้ถูกถ่ายเอกสารไว้แล้วโดย สายลับ FBI)

The FBI agents was those who did the action.

(สายลับ FBI คือผู้ที่แสดงการกระทำนั้น)

 

Third,

We use the by phrase when the agent is surprising.

(เราใช้ by phrase เมื่อรู้สึกประหลาดใจในผู้กระทำ)

For example :

The money was found by a little boy.

(เด็กชายคนนึงเก็บตังค์ได้)

We're surprised that the little boy found the money.

(เรารู้สึกประหลาดใจในเด็กชายคนนี้ที่เก็บตังค์ได้ (เราไม่คาดคิดว่าเด็กชายคนนั้ืนจะเก็บได้และเอามาแจ้ง))

 

And you can omit the by phrase if you feel it's unnecessary or undesirable too.

(สุดท้ายคุณสามารถละ เจ้า by phrase ได้ ถ้าหากรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นหรือไม่ต้องการที่จะกล่าวถึง ก็ได้ด้วยเช่นกัน)

Thank you!!

 

..................This is the end of my presentation.................

 

หลังคาบเรียนอาจารย์เดินมาหาและบอกว่า

อาจารย์ : "พัทธนันท์ คริมินอล นะ"

(ตอนนั้นเราออกเสียง criminal ว่า ไครมินอล)

Grammarman : "ค่ะ ขอบคุณค่ะ"

อาจารย์ : "กับ เผ่อะลี้ส.."

( เอ๋ ก็รู้อยู่นะว่า police ออกเสียงว่า เผ่อะลี้ส.. มาบอกเราทำไมเนี่ย ไม่เป็นไร ตอนนั้นเราคงเผลอพูดผิดไป

ก็ขอยอมรับข้อผิดพลาดแต่โดยดี)

Grammarman : " ค่ะ ขอบคุณค่ะ"

(พูดออกประโยคเดียว อึ้ง)

 

โหย อาจารย์ท่านนี้ สุดยอดของความเฮี๊ยบ

ขอคาระวะ จับผิดเราได้ตั้งสองที่แหน่่ะ่

 

แต่ก็แอบปลื้มใจอยู่นิดๆถึงปานกลางและเยอะแยะ ที่ได้ยินอีกประโยคตามมาว่า

"แต่เธอก็ทำดีมากนะ"

(ขอบคุณไม่ทัน ลอย)

 

ขอบคุณมากนะค๊า... ที่ยังมีชมกัน ได้กำลังใจมาอีกเยอะ

 

เห็นมั๊ยคะ Presentation ของเอกอังกฤษ เพราะเราเป็น English Major ถึงได้เรียนง่ายๆแบบนี้

แต่อย่างไรก็ตาม เรียนลึกโคตร เรียนซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำอยู่นั่นแหล่ะ

เรียนเอกนี้บางครั้งก็ยากบางครั้งก็ง่าย

เข้าคำคมที่ว่า

เรียนยากให้ตาย แต่สุดท้ายก็ง่ายอยู่ดี

 

# Entry นี้อาจทำให้ใครหลายคนเข้าใจชีวิตนักศึกษาเอกภาษาอังกฤษมากขึ้น

และโปรดให้กำลังใจกันต่อไปด้วยนะก๊ะ

ขอบคุณมากที่อ่านจนจบค่ะ ปลื้มจริงๆ

เพราะ Entry นี้ส่วนมากจะพูดเรื่อยเืปื่อยเยอะ อาจจะไร้สาระด้วยซ้ำ

ก็เค้าไม่อยากให้คนอ่านมานั่งปวดหมองนี่นา

บ้าๆบอๆแบบนี้เป็นตัวเค้าดีที่สุดแล้ว "Grammarman"

 

Reference : Focus on Grammar 5

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณมากนะคะ ขอเอาไปใช้บ้างนะคะ

#6 By chanya (202.29.53.1) on 2010-08-02 16:43

ขอบคุณมากนะคะ

#5 By (58.8.160.98) on 2009-11-11 19:04

ปกติเวลาเขียน academic writing ก็จะยัด passive มากกว่าconfused smile

#4 By sage_nu on 2009-09-11 09:13

โอ้ ขอบคุณมากนะคะ แก้เรียบร้อยแล้ว sad smile

#3 By grammarman on 2009-09-11 09:05

แวะมาอ่านก่อนปั่นงานต่อ เรื่องนี้เรียนวิชา eng ทีไรเจอทุกทีแล้วพอเรียนจบก็ลืมได้ทุกทีค่ะ ฮ่า ฮ่า Hot!

ป.ล. ตรงยกตัวอย่าง criminal is simetimes
เผลอพิมพ์ sometimes ผิดหรือเปล่าคะ

#1 By elRion on 2009-09-11 02:37