Assimilation in English

กลับมาอีกครั้งกับพูดภาษาอังกฤษกันเข้าไปกับ Grammarman

วันนี้อยากจะพูดถึงหลักเกณฑ์การพูดภาษาอังกฤษเร็วๆในชีวิตประจำวัน (rapid everyday speech) เพื่อทำให้ชีวิตไม่ลำบากในการปริปากออกมาแต่ละคำถ้าคิดจะพูดแบบเร็วๆ

เน้น เร็วๆเท่านั้น แบบเป็นธรรมชาติ (natural)

สำหรับใน more careful speech (หมายถึง ในการพูดสุนทรพจน์ การสอบ หรือในการสอน) ไม่สนับสนุนให้ใช้หลักเกณฑ์นี้เป็นอันขาด เพราะต้องการความระมัดระวังในการพูดมาก

แต่อย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องการให้ชีวิตง่ายขึ้นใช่หรือไม่

ในการพูดแต่ละแบบจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างของแต่ละสำเนียงซึ่งมีหลากหลายในภาษาอังกฤษ และขึ้นอยู่กับนิสัยส่วนตัวของแต่ละบุคคล

แต่สิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปนี้ เป็นที่ยอมรับและใช้กันโดยทั่วไปของเจ้าของภาษา (native speakers) เราจะเถียงไม่ออกหรืออึ้งไปเลยเมื่อได้ยินหรือได้ฟังเขาพูดกัน

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

assimilate (1) - VT - ดูดซึมสารอาหาร

assimilate (2) - VT - ทำให้เหมือนหรือคล้ายกัน

assimilate (3) - VI - กลายเป็นเหมือนหรือคล้ายกัน

แต่ Assimilation ในที่นี้ หมายถึง การปรับเสียงให้คล้ายกัน (เพื่อจะเชื่อมคำต่อคำเข้าด้วยกันได้โดยง่าย)

ซึ่งตรงกับหัวข้อ Entry นี้ว่า Assimilation in English หมายถึง การกลมกลื่นเสียงหรือการลากเสียงในภาษาอังกฤษ

พูดง่ายๆ มันคือ Connected Speech การพูดแบบเชื่อมคำนั่นเอง

 

เริ่มแรกมา warm up (อุ่นเครื่อง) กันหน่อย เพื่อจะได้กระหายอยากอ่านต่อไป

Can you see thap boy over there? เอ๊ะ อ่านอีกรอบสิคะ

กรุณตรวจสอบดูว่า Grammarman พิมพ์ผิดรึเปล่าเนี่ย

ติ๊กต่อกๆๆๆ  ไม่ผิดหรอกค่ะ ถูกต้องทุกอย่างเลย

มันคงจะยากลำบากมากสินะที่จะต้องพูดว่า

"แคน ชู ซี แด็ททึ บอย โอเวอร์ แด๊ร์?"

 

(ภาษาไทยที่ใช้เทียบเสียงเป็นเพียงเสียงที่ใกล้เคียงที่สุดเท่านั้น ไม่ได้เป๊ะๆเสมอไปค่ะ)

(เสริมด้วยเสียง th ก็ต้องเป็นเสียง th ไม่ใช่ เสียง ดอเด็ก แต่อย่างใด คือ Grammarman ต้องการจะให้อ่านออกเสียงง่ายๆเท่านั้นค่ะ)

 

เมื่อต้องการออกเสียงที่เป็นธรรมชาติยิ่งกว่า และก็ไม่ติดขัดเหมือน แดททึ บอย ข้างบนเราจะพูดอย่างไร

"แคน ชู ซี แด็บบอย โอเวอร์ แด๊ร์?"

รวดเร็วและทันใจ

Some Rules for Assimilation

Assimilation ก็มีกฎเช่นกัน เค้าไม่ได้ติ๊ต่างขึ้นมานะ มันมีจริงๆ

มาดูกัน

ข้อแรก  เสียง /t/ , /d/ และ /n/ จะกลายเป็นเสียง bilabial (เม้มริมฝีปาก) เสมอ เมื่ออยู่หน้าเสียง bilabial (เม้มริมฝีปาก) คือเสียง /p/ , /b/ และ /m/

He's rather fat boy. (เสียง /t/ กลายเป็นเสียง /p/) => fap boy อ่านว่า แฟ้ปบอย

คำแรกออกเสียงว่า แฟ้ป เป็นการเตรียมเสียง เปอะ เพื่อจะออกคำว่า บอย

ต่อไปได้โดยง่า

ออกเสียงแค่ แฟ้ปบอย เร็วๆก็พอ แต่ไม่ต้องกลับมา แฟ้ปบึบอย อีกนะคะ

ชีวิตมันจะลำบากเหมือนเดิม

โอ้ ถ้ายังพูด แฟ้ททึบอย อยู่ชีวิตคงลำบากต่อไป

สนุกมั๊ยคะ ลองต่อๆ

She's got an apartment. (เสียง /t/ กลายเป็นเสียง /p/)

=> aparpment  อ่านว่า เออะ'พ๊าร์บเหมิ่นท์

He's very good boy. (เสียง /d/ กลายเป็นเสียง /b/)

=> goob boy  อ่านว่า กื้บบอย

There are ten men in the class. (เสียง /n/ กลายเป็นเสียง /m/)

=> tem men  อ่านว่า เทมเม็น

 

ข้อ 2 เสียง /t/ จะกลายเป็นเสียง /k/ ถ้าอยู่ก่อนเสียง /k/ หรือ /g/ 

                /d/ จะกลายเป็นเสียง /g/ ถ้าอยู่ก่อนเสียง /k/ หรือ /g/

Where has that cat been all night? (เสียง /t/ กลายเป็นเสียง /k/)

=> thak cat อ่านว่า แดคแคท  ถ้า แดททึแคท ชีวิต continue to ลำบาก

It was very good concert. (เสียง /d/ กลายเป็นเสียง /g/)

=> goog concert  อ่านว่า กื้กคอนเสิร์ท

She's a very good girl.(เสียง /d/ กลายเป็นเสียง /g/)

=> goog girl  อ่านว่า กื้กเกิร์ล

 

ข้อ 3 เสียง /n/ จะกลายเป็นเสียง /เหงอะ/ ถ้าอยู่หน้าเสียง /g/ หรือ /k/

I've been going out too much lately. (เสียง /n/ กลายเป็นเสียง /งองู/)

=> beeng going อ่านว่า บีงโก๊หวิ่น

He's bringing his own car.(เสียง /n/ กลายเป็นเสียง /งองู/)

=>owng car  อ่านะว่า โองคาร์

 

ข้อ 4 เสียง /s/ สามารถกลายเป็นเสียง /sh/ ได้ ถ้าอยู่หน้าเสียง /sh/

I really love this shiny one over here.(เสียง /s/ กลายเป็นเสียง /sh/)

=> thish shiny อ่านว่า ดิ้ชไช่หนิ่

 

ข้อ 5 เสียง /t/ และ /j/ ถ้าติดกันรวมกันเป็นเสียง /เชอะ/

We saw her last year.(/t/ อยู่ติดกับเสียง/j/ รวมกันกลายเป็นเสียง /เชอะ/)

=>lachear  อ่านว่า ล๊าชเชียร์

 

ข้อ 6 เสียง /d/ และ /j/ ถ้าติดกันรวมกันเป็น เสียง /เชอะก้องๆ คอสั่นๆ/

Would you like a cup of tea? (เสียง /d/ อยู่ติดกับเสียง /j/ รวมกันกลายเป็นเสียง

/เชอะ ก้องๆ/)  => Wouchu อ่านว่า วู๊ชชู



นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Connected Speech เท่านั้น ที่เห็นนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยว ซึ่งพูดวันเดียวไม่หมดเพราะมีพันกิโล  แต่ที่นำมาเสนอวันนี้เพราะมันจำเป็นกับชีวิตประจำวันของเราจริงๆ

บางคนอาจจะบอกว่า เอามาพูดทำไม ไม่เห็นได้ใช้เลย

พอถึงวันนั้นวันที่คุณอาจได้ยินหรือได้ฟังฝาหรั่งเขาพูดกันแล้วคุณจะเข้าใจค่ะ นี่คือเห็นผลที่ทำไมถึงอยากให้แฟนๆรู้กันนัก

ปล. entry นี้ บางคนอาจจะต้องมาเปิดดูอีกรอบแน่

 

References :

Cambridge English Pronunciation Dictionary

kelly, Gerald.2000.How to teach pronunciation.Longman.            

http://lexitron.nectec.or.th

Comment

Comment:

Tweet

ถึงว่าหายไปไหน คิดถึ๊งคิดถึง

#11 By ฟ้าใส on 2009-12-11 21:21

Hot! solno07Hot!

#10 By on 2009-10-08 01:53

Hot! สวัสดีครับแว่ะมาทักทายครับHot! big smile

#9 By on 2009-10-08 01:52

ถึงเวลาสำเนียงมันไปแล้วมันก็พูดได้เอง

ไม่รู้เข้าใจไปเองรึป่าวว่า คนอังกฤษก็ชอบพูดสไตล์นี้นะคะ เคยมีครูต่างชาติเป็นชาวอังกฤษ แล้วเขาก็พูดไม่ชัดแต่มีเสน่ห์แบบนี้ล่ะ!

Hot!

#8 By =*MoonShiNe Ze*= on 2009-09-11 01:25

ตามจริงจะพูดยังไงก็ได้นะ ขอให้ลิ้นมันลื่นก็พอ =P

#7 By sage_nu on 2009-09-10 15:17

โหย...ความรู้ใหม่น่ะนี่ แบบว่าฝืนไม่ได้ด้วยยิ่งฝืนนี่ก็รู้สึกเหมือนว่า พูดเพี้ยนเลย ^^"
ไอการรวมเสียง แบบว่า i've I'd I'll
แอบอ่านยากเหมือนกันเลย ดวลาอ่านเร็วๆแล้วต้องแอบมั่ว ^^:

#6 By meawnoy on 2009-09-10 14:11

ปัญหาสำหรับเรามากเลยค่ะ โดยเฉพาะตอนฟัง
พูดช้าๆ ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้ว เจอเร็วรวบๆ แล้วสิ้นลมตรงนั้นเลย Hot!

#5 By elRion on 2009-09-10 13:35

เวลาได้ยินฝรั่งพูดยังงงๆอยู่เลยว่าเขาพูดอะไรหว่า
แยกไม่ทัน

ก็คงเป็นเรพะาแบบนี้สินะ

* เชื่อว่าต้องกลับมาอ่านซ้ำอีกหลายรอบ :P
Hot!

#4 By HeDw!g on 2009-09-10 10:27

ถึงว่าแบบนี้เองถึงฟังฝรั่งพูดแล้วงงๆ
ขอบคุณหลายๆครับbig smile Hot!

#3 By XEGXEF on 2009-09-10 07:41

อ๊ะ ลืมใส่ไข่

ไข่ดาว ๆ (=w=)Hot!

#2 By monboy01 on 2009-09-10 02:20

เรื่องออกเสียงนี่ บางคน(อย่างผม) ก็แพ้ทฤษฎีทางสัทศาสตร์แบบนี้นะครับ นั่งอ่านพวกสัญลักษณ์หรือตัวอักษรสำหรับออกเสียงแล้วจะมึน ชินกับการฟังแล้วพยายามพูดตามแบบผิด ๆ ถูก ๆ มากกว่า

แต่สุดท้ายพอสับสน ไม่รู้ว่าควรออกเสียงยังไง ก็ต้องกลับมาดูวิธีออกเสียงตามหลักอย่างที่เขียนอันนี้อยู่ดี (=_=)







#1 By monboy01 on 2009-09-10 02:19