Linking /j/ & /w/

posted on 29 Sep 2009 13:17 by kickapu  in Pronunciation

อ๊า งงชิมิ๊หล่ะ ชื่อ entry แปลกๆ

แต่ก็ดีแล้วค่ะที่แปลกจะได้เข้ามาอ่านกันเยอะๆไง 

ก่อนอื่นมาพบกับข่าวดีกันหน่อย

แต่น แตน แต๊น ... Grammarman สอบเสร็จแล้ว เย้! รอดชีวิตมาได้หลังจากที่สอบ final มาราธอนเจ็ดวันติดกัน ไม่เว้นเลยนะแม้ซักวัน พึ่งเคยเห็นตารางสอบแบบนี้เหมือนกันค่ะ โหดจัด วือๆ

หลังจากนี้ไป คงได้มาอั๊พเดทบล็อคบ่อยๆแล้วหล่ะ ดีใจมั๊ยคะทุกคน เย้ๆ 

โอ๊ย ลายตา

 

วันนี้มาพูดเรื่อง /j/ (เหย่อะ) เยอะๆ กันดีกว่า

ทฤษฎี Linking /j/

พวกเราเคยทราบหรือสังเกตมั๊ยคะว่า ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่

คำที่ลงท้ายด้วยเสียง อี

หรือไม่ก็

คำที่มีสระผสมที่ลงท้ายด้วยเสียง อิ เช่น เสียงไอ(อะอิ) เอ (เอะอิ)

ผู้พูดจะชอบออกเสียง /j/ ตรงคำถัดไปที่ตามมาติดๆ โดยที่คำนั้นไม่ใช่เสียง /j/ เหย่อะ เลยแม่แต่น้อย

กฏข้อแรกมีอยู่ว่า คำที่ตามมานั้นจะต้องเป็นเสียงที่ขึ้นด้วยสระเท่านั้น

เช่น

I agree คำนี้มักออกเสียงว่า ไอเหย่อะกรี

เพราะคำว่า I ที่แปลว่า ฉัน เป็นคำที่มาจากสระผสมที่ลงท้ายด้วยเสียง อิ /I/

ไม่เชื่อ ลองออกเสียง อะอิ อะอิ อะอิ เร็วๆแบบ high speed ลองดูสิคะ มันจะเป็นเสียง "ไอ" ไหม

โอ้... อะอิ อะอิ อะอิ => ไอ ไอ ไอ (ก้ากๆ หลายคนลิ้นเริ่มพันกันแล้ว)

 

I am ออกเสียงอย่างไรคะ ติ๊กต่อกๆ

ใช่แล้วค่ะ ออกเสียงว่า ไอแยม

I ought to = ไอยอดทู

 

มาดูแบบยาวๆกันหน่อย

They are, aren't they? มันออกไงหว่า

คำว่า they ออกเสียงว่า เด ใช่มั๊ยคะ แสดงว่ามันเป็นเสียง สละ เอ

เสียงสระเอ ก็มาจาก เอะอิ เอะิอิ เอะอิ แบบ high speed เอะอิ เอะอิ เอ เอ เอ (ลิ้นพันกันไปอีกหลายรอบ)

สรุปแล้ว คำว่า they เป็นเสียงสระผสมที่ลงท้ายด้วยเสียง อิ เพราะฉะนั้น เสียงของคำที่ตามมาจะต้องเป็นเสียง 

เหย่อะ แต่อย่าลืมกฏข้อแรกนะ คำที่ตามมาจะต้องเป็นคำที่ขึ้นต้นด้วยเสียงสระเท่านั้น

เฉลยแล้วนะ

 

"เดยาร้านเด้?" 

 

หลายคนบอก มัน ร้านเด้ ตรงไหน

เพราะหลังคำว่า are คือคำว่า are ไง

are ตัวแรก ลงท้ายด้วย re เป็นเสียง r จากนั้น are ตัวต่อมาเสือกมาขึ้นต้นด้วยเสียงสระอีก

เลยต้องปรับตัวเองให้เข้ากับกฏของ Linking /r/

แหะๆ เรื่อง Linking /r/ มันมีเยอะและต้องใช้ความละเอียดในการบรรยายมาก เอาไว้รอ entry หน้านะคะ รับรองไม่ลืมแน่ อย่าลืมเตือนกันหล่ะ

 

แล้วกฏนี้มีไว้ทำอะไร?

ก็เพื่อให้ชีวิตไม่ลำบากในการออกเสียงไงหล่ะ

เวลาเราออกเสียง อี หรือ เสียง ไอ เอ ตำแหน่งปากของเราจะอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการออกเสียง /j/ ที่ตามมาติดๆมากกว่า

อีเหย่อะ อีเหย่อะ => ง่ายเนอะ

ง่ายกว่าออกเสียงว่า อีอะ อีอะ อีก เพราะปากของเราจะถูกขัดจังหวะเพื่อรอการเปลี่ยนตำแหน่งปาก

(ชักงงและมั่ว)

 

มาถึงช่วง Linking /w/ บ้ืาง

ก็มีกฏคล้ายๆกัน มีข้อแรกและข้อเดียวเหมือน Linking /j/ เลย แล้วจะมีข้อไปทำไปหนิ

เมื่อมีเสียงที่ลงท้ายด้วยเสียง อู

หรือ มีเสียงสระผสมที่เสียงนั้นลงท้ายด้วยเสียง อุ เช่น เสียง โอว (โอะอุ) 

โอะอุ โอะอุ โอะอุ => โอว โอว โอว

โอ้ เสียง o ออกเสียงว่า โอะอุ แบบ high speed เหรอนี่

ส่วนคำที่ตามหลังเสียงพวกนี้ ถ้าขึ้นต้นด้วยเสียงสระ จะปรับเปลียนกลายเป็นเสียง เหว่อะ /w/ ทันที

เช่น

Go on! (โกว่อน)

Go in! (โก่วิ่น)

ยาวๆมั่งดีกว่า

Are you inside, or are you outside? อาร์ยูวินไซ้ด์ ออรา ยูเว้าไซ้ด์

โอ้ ชีวิต ถ้าออกไม่ได้ แนะนำให้พูดอย่างที่เราเคยพูดดีกว่า่ค่ะ ไม่ต้องฝืนธรรมชาติตัวเองหรอก แหกกฏไปเลย ฝรั่งคงรู้เรื่องอยู่นิดนึงค่ะ แต่ถ้าเราฟังพวกเขาพูด ขอให้ฟังทันและแยกให้ออกก็พอค่ะ

Who is? ฮูวิ้ส

You are. ยูวาร์

 

กฏนี้มีไว้ทำไมอีก เหมือน Linking /j/ เดี๊ยะเลยพี่น้อง

ลองออกเสียงว่า โอะอุเหว่อะ สลับกับ โอะอุเออะ

และสังเกตตำแหน่งปาก อันไหนเราถนัดก็ใช้อันนั้นแหล่ะค่ะ

อิอิ

ไปและน๊ะ ชะแว๊ป

 

 

Reference : Kelly, Gerald.2000. How to teach pronunciation, Longman.

 

My Twtpoll

posted on 19 Sep 2009 11:39 by kickapu

          

 

คุณก็สามารถเริ่ม Vote ได้แล้วตั้งแต่วันนี้

เพื่อรอการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของ Grammarman

กำลังอยู่ในช่วง Final Exams ค่ะ

แล้วเจอกันใหม่นะคะ

Passive Voice Presentation

posted on 10 Sep 2009 19:24 by kickapu  in Grammar

Entry นี้ขอพูดในฐานะที่เป็นนักศึกษาคนนึงที่กำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย

มาพูดถึงเรื่อง Presentation (การนำเสนอ) ซึ่งหัวข้อการนำเสนอวันนี้คือ  Passive Voice

จริงๆแล้วเหตุผลที่อั๊พ 2 Entries ติดกันในวันเดียว ไม่ได้หวังรับคำชมหรือคำยกยอแต่อย่างใด

อันที่จริงกลัวลืมค่ะ

ขอเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับ Presentation ครั้งนี้นิดนึง

- รายวิชา English Structure III

- จะต้องรายงานเป็นภาษาอังกฤษ

- ผู้นำเสนอจะต้องเตรียมตัวมาให้พร้อมก่อนนำเสนอ ห้ามอ่านแต่ใน slide ให้เพื่อนฟัง

- แต่ละกลุ่มมีเวลาในการ Present กลุ่มละ 15 นาที สมาชิกในกลุ่มมีอยู่ 5 คน เฉลี่ยแล้ว ต้องรายงานคนละไม่เกิน 3 นาที

วันนี้ Grammarman ได้รับมอบหมายให้นำเสนอ อยู่ 2 topics ใน Passive Voice ซึ่งมีเพียงน้อยนิดแต่ก็ต้องทำให้สุดความสามารถ

 

พอรู้อย่างงี้แล้วคิดหนัก เนื้อหาที่นำเสนอนี่ต้องเป๊ะๆสินะ ต้องเนื้อๆ ไม่เอาน้ำ

ไอ้เนื้อหาของเราก็เยอะพอควรอยู่นะจะย่อยังไงให้ไม่เกิน 3 นาทีเนี่ย

ว่าดังนั้นแล้วก็จัดการ แต่งบทพูดอธิบายเนื้อหา อ้างในหนังสือบ้าง แต่งขึ้นมาบ้าง แ่ต่ต้องอิงความถูกต้องทุกอย่าง อย่าให้อาจารย์ติได้ 

 

วันนี้ก็เลยอยากจะนำส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบในการนำเสนอ มาเผยแพร่ให้ทุกคนได้อ่านและ ทำความเข้าใจกัน ถึงแม้ว่า หลายๆคนอาจจะรู้จัก Passive Voice อยู่แล้วและมันเป็นเรื่องง่าย แต่ก็อาจจะเป็นที่ต้องการของใครอีกหลายคน

ส่วนเนื้อหาที่เพื่อนคนอื่นนำเสนอ ช่างมัน!! Grammarman ไม่เกี่ยว ผู้อ่านสามารถไปศึกษาเพิ่มเติมได้เลยนะจ๊ะ

อีกความต้องการหนึ่งคือ ไม่อยากให้เนื้อหาที่นำเสนอไปแล้วจบไปกับสายลม แล้วได้คะแนนแค่ในห้องเรียนเท่านั้น

แต่อยากให้เนื้อหาในการนำเสนอครั้งนี้ยังคงปรากฏอยู่ที่นี่ ณ Blog แห่งนี้ ให้เป็นที่ชื่นชมกันต่อไป

 

ทบทวนกันก่อนด้วยการเปรียบเที่ยบประโยค Active กับ Passive 

Active Voice : Subject + Verb + Object (ประธาน + กริยา + กรรม)

Passive Voice : Object + Verb + Agent (กรรม + กริยา + ผู้กระทำ)

พูดง่ายๆ คือ ประธานในประโยค Active จะกลายเป็นผู้กระทำถ้าอยู่ในประโยค Passive

 

มาเข้าสู่ช่วงเวลาของการนำเสนอกันเถอะ!!  เย้ๆ!!

* ภาษาที่ใช้ไม่ได้หรูหราอะไรมากมาย แต่ถ้าฟังแล้วจะเข้าใจมากๆเลย รึเปล่าน๊า

* เนื้อหาทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาที่ใช้ในการนำเสนอจริง เค้าท่องเอา เค้าจำได้

* แปลทั้งหมดให้ด้วยแล้วอยู่ในวงเล็บหากต้องการเข้าใจง่ายขึ้นเจ้าจงอ่านมัน

* เนื้อหาที่ป้ายสีเหลืองตัวหนาสีแดงคือส่วนที่ขึ้นแสดงบน Slide ที่ Projector จริงๆ

* ที่เหลือ โม้ๆไปงั้นแหล่ะ อย่าไปสนใจแต่อ่านๆให้หน่อยก็ดีน๊า

 

Starting Presentation!! เริ่มการนำเสนอของเค้าแล้วนะทุกคน แต่น แตน แต๊น

 

Good afternoon teacher and fellow students.

(สวัสดีอาจารย์และเพื่อนๆนักศึกษา)

ที่จริงรายงานเป็นคนที่ 2 แต่ที่่ Good afternoon ก็เพราะอยากหาทางรายงานตัวนี่สิ

 

I am Pattanant ................. .

(ฉันชื่อพัทธนันท์ .................) นามสกุลขอ xx ไว้ละกัน เดี๋ยวรู้กันหมดทั้งตระกูล

ที่ต้องบอกชื่อไปนี้ไม่ใช่เพราะอะไร

เพียงเพราะว่าอาจารย์ให้คะแนนเป็นรายบุคคล (individual point) ตากหาก

แล้วจะให้รายงานกลุ่มไปทำเพื่อ?

อีกเหตุผลหนึ่ง อาจารย์ เฮี๊ยบ จัด เย้วๆ 

 

The next topic that I'm gonna present is when we use the passive voice.

(หัวข้อต่อไปที่ฉันจะนำเสนอคือเมื่อไหร่ที่เราจะใช้ passive voice)

First,

We use the passive voice when we don't know who performed the action or it's not important to say about the agent.

(เราใช้ passive voice เมื่อเราไม่รู้ว่าใครเป็นผู้แสดงการกระทำ (ผู้กระทำ) หรือ ไม่จำเป็นที่จะพูดถึงผู้กระทำ)

For example :

English is spoken.(มีคนพูดภาษาอังกฤษ)

 

It's not important to say who speak English because there are so many people around the world who speak English,right?

(มันไม่สำคัญเลยที่จะบอกว่าใครพูดภาษาอังกฤษก็เพราะว่ามีผู้คนมากมายรอบโลกที่พูดภาษาอังกฤษ ใช่มั๊ยคะ)

 

A wallet was stolen. (กระเป๋าตังค์ถูกขโมย)

We don't know who stole the wallet. (เราไม่รู้ว่าใครขโมยกระเป๋าตังค์ไป)

 

Second,

We use the passive voice when we want to avoid mentioning the agent.

(เราใช้ passive voice เมื่อเราต้องการหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงผู้กระทำ)

For example :

The criminal is sometimes regarded as a hero.

(อาชญากรบางครั้งก็ถูกเปรียบเสมือน hero)

 

In this sentence, we don't want to say who regards him as a hero.

(ในประโยคนี้ เราไม่ต้องการที่จะกล่าวว่าใครเป็นผู้เปรียบอาชญากรดั่ง hero)

 

Third,

We use the passive voice when we want to focus on the receiver or the result of an action.

(เราใช้ passive voice เมื่อเราต้องการเพ่งความสนใจไปที่ผู้รับหรือเพ่งถึงผลของการกระทำ)

For example :

A theif was caught by the police.

(หัวขโมยคนหนึ่งถูกจับได้โดยตำรวจ)

In this sentence, we focus on the theif as the receiver and the verb (was caught) as the result, but we don't focus on the agent.

(ในประโยคนี้ เราเพ่งความสนใจไปที่ หัวขโมย ดั่งผู้รับผลของการกระทำ และ กริยา (ถูกจับ) ดั่งผลของการกระทำนั้น (คือตำรวจจับหัวขโมยได้) แต่ เราไม่ได้สนใจผู้กระทำคือ ตำรวจ แต่อย่างใด)

 

The next topic is when we use a passive with a by phrase.

(หัวข้อต่อไปคือเมื่อไหร่ที่เราใช้ passive กับ by phrase)

We use the by phrase when we want to introduce new information about the agent.

(เราใช้ by phrase เมื่อเราต้องการเพิ่มข้อมูลใหม่เกี่ยวกับผู้กระทำ)

For example :

The money was stolen by a person who has a criminal record.

(เงินได้ถูกขโมยไปโดยผู้หนึ่งที่มีประวัติเกี่ยวกับอาชญากรรม)

In this sentence, it's introduced new information about the agent that has a criminal record.

(ในประโยคนี้ได้เพิ่มเติมข้อมูลใหม่ของผู้กระทำว่ามีประวัิติเกี่ยวกับอาชญากรรม)

 

Second, 

We use the by phrase when we want to credit someone who did something.

(เราใช้ by phrase เมื่อเราต้องการอ้างว่ามีใครได้ทำอะไรบางอย่าง)

For example :

The bills were photocopied by FBI agents.

(รายการหลักฐานต่างๆได้ถูกถ่ายเอกสารไว้แล้วโดย สายลับ FBI)

The FBI agents was those who did the action.

(สายลับ FBI คือผู้ที่แสดงการกระทำนั้น)

 

Third,

We use the by phrase when the agent is surprising.

(เราใช้ by phrase เมื่อรู้สึกประหลาดใจในผู้กระทำ)

For example :

The money was found by a little boy.

(เด็กชายคนนึงเก็บตังค์ได้)

We're surprised that the little boy found the money.

(เรารู้สึกประหลาดใจในเด็กชายคนนี้ที่เก็บตังค์ได้ (เราไม่คาดคิดว่าเด็กชายคนนั้ืนจะเก็บได้และเอามาแจ้ง))

 

And you can omit the by phrase if you feel it's unnecessary or undesirable too.

(สุดท้ายคุณสามารถละ เจ้า by phrase ได้ ถ้าหากรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นหรือไม่ต้องการที่จะกล่าวถึง ก็ได้ด้วยเช่นกัน)

Thank you!!

 

..................This is the end of my presentation.................

 

หลังคาบเรียนอาจารย์เดินมาหาและบอกว่า

อาจารย์ : "พัทธนันท์ คริมินอล นะ"

(ตอนนั้นเราออกเสียง criminal ว่า ไครมินอล)

Grammarman : "ค่ะ ขอบคุณค่ะ"

อาจารย์ : "กับ เผ่อะลี้ส.."

( เอ๋ ก็รู้อยู่นะว่า police ออกเสียงว่า เผ่อะลี้ส.. มาบอกเราทำไมเนี่ย ไม่เป็นไร ตอนนั้นเราคงเผลอพูดผิดไป

ก็ขอยอมรับข้อผิดพลาดแต่โดยดี)

Grammarman : " ค่ะ ขอบคุณค่ะ"

(พูดออกประโยคเดียว อึ้ง)

 

โหย อาจารย์ท่านนี้ สุดยอดของความเฮี๊ยบ

ขอคาระวะ จับผิดเราได้ตั้งสองที่แหน่่ะ่

 

แต่ก็แอบปลื้มใจอยู่นิดๆถึงปานกลางและเยอะแยะ ที่ได้ยินอีกประโยคตามมาว่า

"แต่เธอก็ทำดีมากนะ"

(ขอบคุณไม่ทัน ลอย)

 

ขอบคุณมากนะค๊า... ที่ยังมีชมกัน ได้กำลังใจมาอีกเยอะ

 

เห็นมั๊ยคะ Presentation ของเอกอังกฤษ เพราะเราเป็น English Major ถึงได้เรียนง่ายๆแบบนี้

แต่อย่างไรก็ตาม เรียนลึกโคตร เรียนซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำอยู่นั่นแหล่ะ

เรียนเอกนี้บางครั้งก็ยากบางครั้งก็ง่าย

เข้าคำคมที่ว่า

เรียนยากให้ตาย แต่สุดท้ายก็ง่ายอยู่ดี

 

# Entry นี้อาจทำให้ใครหลายคนเข้าใจชีวิตนักศึกษาเอกภาษาอังกฤษมากขึ้น

และโปรดให้กำลังใจกันต่อไปด้วยนะก๊ะ

ขอบคุณมากที่อ่านจนจบค่ะ ปลื้มจริงๆ

เพราะ Entry นี้ส่วนมากจะพูดเรื่อยเืปื่อยเยอะ อาจจะไร้สาระด้วยซ้ำ

ก็เค้าไม่อยากให้คนอ่านมานั่งปวดหมองนี่นา

บ้าๆบอๆแบบนี้เป็นตัวเค้าดีที่สุดแล้ว "Grammarman"

 

Reference : Focus on Grammar 5

Assimilation in English

posted on 09 Sep 2009 23:52 by kickapu  in Speaking

กลับมาอีกครั้งกับพูดภาษาอังกฤษกันเข้าไปกับ Grammarman

วันนี้อยากจะพูดถึงหลักเกณฑ์การพูดภาษาอังกฤษเร็วๆในชีวิตประจำวัน (rapid everyday speech) เพื่อทำให้ชีวิตไม่ลำบากในการปริปากออกมาแต่ละคำถ้าคิดจะพูดแบบเร็วๆ

เน้น เร็วๆเท่านั้น แบบเป็นธรรมชาติ (natural)

สำหรับใน more careful speech (หมายถึง ในการพูดสุนทรพจน์ การสอบ หรือในการสอน) ไม่สนับสนุนให้ใช้หลักเกณฑ์นี้เป็นอันขาด เพราะต้องการความระมัดระวังในการพูดมาก

แต่อย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องการให้ชีวิตง่ายขึ้นใช่หรือไม่

ในการพูดแต่ละแบบจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างของแต่ละสำเนียงซึ่งมีหลากหลายในภาษาอังกฤษ และขึ้นอยู่กับนิสัยส่วนตัวของแต่ละบุคคล

แต่สิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปนี้ เป็นที่ยอมรับและใช้กันโดยทั่วไปของเจ้าของภาษา (native speakers) เราจะเถียงไม่ออกหรืออึ้งไปเลยเมื่อได้ยินหรือได้ฟังเขาพูดกัน

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

assimilate (1) - VT - ดูดซึมสารอาหาร

assimilate (2) - VT - ทำให้เหมือนหรือคล้ายกัน

assimilate (3) - VI - กลายเป็นเหมือนหรือคล้ายกัน

แต่ Assimilation ในที่นี้ หมายถึง การปรับเสียงให้คล้ายกัน (เพื่อจะเชื่อมคำต่อคำเข้าด้วยกันได้โดยง่าย)

ซึ่งตรงกับหัวข้อ Entry นี้ว่า Assimilation in English อาจหมายถึง การดูดซับเสียงในภาษาอังกฤษก็เป็นได้

พูดง่ายๆ มันคือ Connected Speech การพูดแบบเชื่อมคำนั่นเอง

 

เริ่มแรกมา warm up (อุ่นเครื่อง) กันหน่อย เพื่อจะได้กระหายอยากอ่านต่อไป

Can you see thap boy over there? เอ๊ะ อ่านอีกรอบสิคะ

กรุณตรวจสอบดูว่า Grammarman พิมพ์ผิดรึเปล่าเนี่ย

ติ๊กต่อกๆๆๆ  ไม่ผิดหรอกค่ะ ถูกต้องทุกอย่างเลย

มันคงจะยากลำบากมากสินะที่จะต้องพูดว่า

"แคน ชู ซี แด็ททึ บอย โอเวอร์ แด๊ร์?"

 

(ภาษาไทยที่ใช้เทียบเสียงเป็นเพียงเสียงที่ใกล้เคียงที่สุดเท่านั้น ไม่ได้เป๊ะๆเสมอไปค่ะ)

(เสริมด้วยเสียง th ก็ต้องเป็นเสียง th ไม่ใช่ เสียง ดอเด็ก แต่อย่างใด คือ Grammarman ต้องการจะให้อ่านออกเสียงง่ายๆเท่านั้นค่ะ)

 

เมื่อต้องการออกเสียงที่เป็นธรรมชาติยิ่งกว่า และก็ไม่ติดขัดเหมือน แดททึ บอย ข้างบนเราจะพูดอย่างไร

"แคน ชู ซี แด็บบอย โอเวอร์ แด๊ร์?"

รวดเร็วและทันใจ

Some Rules for Assimilation

Assimilation ก็มีกฎเช่นกัน เค้าไม่ได้ติ๊ต่างขึ้นมานะ มันมีจริงๆ

มาดูกัน

ข้อแรก  เสียง /t/ , /d/ และ /n/ จะกลายเป็นเสียง bilabial (เม้มริมฝีปาก) เสมอ เมื่ออยู่หน้าเสียง bilabial (เม้มริมฝีปาก) คือเสียง /p/ , /b/ และ /m/

He's rather fat boy. (เสียง /t/ กลายเป็นเสียง /p/) => fap boy อ่านว่า แฟ้ปบอย

คำแรกออกเสียงว่า แฟ้ป เป็นการเตรียมเสียง เปอะ เพื่อจะออกคำว่า บอย

ต่อไปได้โดยง่า

ออกเสียงแค่ แฟ้ปบอย เร็วๆก็พอ แต่ไม่ต้องกลับมา แฟ้ปบึบอย อีกนะคะ

ชีวิตมันจะลำบากเหมือนเดิม

โอ้ ถ้ายังพูด แฟ้ททึบอย อยู่ชีวิตคงลำบากต่อไป

สนุกมั๊ยคะ ลองต่อๆ

She's got an apartment. (เสียง /t/ กลายเป็นเสียง /p/)

=> aparpment  อ่านว่า เออะ'พ๊าร์บเหมิ่นท์

He's very good boy. (เสียง /d/ กลายเป็นเสียง /b/)

=> goob boy  อ่านว่า กื้บบอย

There are ten men in the class. (เสียง /n/ กลายเป็นเสียง /m/)

=> tem men  อ่านว่า เทมเม็น

 

ข้อ 2 เสียง /t/ จะกลายเป็นเสียง /k/ ถ้าอยู่ก่อนเสียง /k/ หรือ /g/ 

                /d/ จะกลายเป็นเสียง /g/ ถ้าอยู่ก่อนเสียง /k/ หรือ /g/

Where has that cat been all night? (เสียง /t/ กลายเป็นเสียง /k/)

=> thak cat อ่านว่า แดคแคท  ถ้า แดททึแคท ชีวิต continue to ลำบาก

It was very good concert. (เสียง /d/ กลายเป็นเสียง /g/)

=> goog concert  อ่านว่า กื้กคอนเสิร์ท

She's a very good girl.(เสียง /d/ กลายเป็นเสียง /g/)

=> goog girl  อ่านว่า กื้กเกิร์ล

 

ข้อ 3 เสียง /n/ จะกลายเป็นเสียง /เหงอะ/ ถ้าอยู่หน้าเสียง /g/ หรือ /k/

I've been going out too much lately. (เสียง /n/ กลายเป็นเสียง /งองู/)

=> beeng going อ่านว่า บีงโก๊หวิ่น

He's bringing his own car.(เสียง /n/ กลายเป็นเสียง /งองู/)

=>owng car  อ่านะว่า โองคาร์

 

ข้อ 4 เสียง /s/ สามารถกลายเป็นเสียง /sh/ ได้ ถ้าอยู่หน้าเสียง /sh/

I really love this shiny one over here.(เสียง /s/ กลายเป็นเสียง /sh/)

=> thish shiny อ่านว่า ดิ้ชไช่หนิ่

 

ข้อ 5 เสียง /t/ และ /j/ ถ้าติดกันรวมกันเป็นเสียง /เชอะ/

We saw her last year.(/t/ อยู่ติดกับเสียง/j/ รวมกันกลายเป็นเสียง /เชอะ/)

=>lachear  อ่านว่า ล๊าชเชียร์

 

ข้อ 6 เสียง /d/ และ /j/ ถ้าติดกันรวมกันเป็น เสียง /เชอะก้องๆ คอสั่นๆ/

Would you like a cup of tea? (เสียง /d/ อยู่ติดกับเสียง /j/ รวมกันกลายเป็นเสียง

/เชอะ ก้องๆ/)  => Wouchu อ่านว่า วู๊ชชู



นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Connected Speech เท่านั้น ที่เห็นนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยว ซึ่งพูดวันเดียวไม่หมดเพราะมีพันกิโล  แต่ที่นำมาเสนอวันนี้เพราะมันจำเป็นกับชีวิตประจำวันของเราจริงๆ

บางคนอาจจะบอกว่า เอามาพูดทำไม ไม่เห็นได้ใช้เลย

พอถึงวันนั้นวันที่คุณอาจได้ยินหรือได้ฟังฝาหรั่งเขาพูดกันแล้วคุณจะเข้าใจค่ะ นี่คือเห็นผลที่ทำไมถึงอยากให้แฟนๆรู้กันนัก

ปล. entry นี้ บางคนอาจจะต้องมาเปิดดูอีกรอบแน่

 

References :

Cambridge English Pronunciation Dictionary

kelly, Gerald.2000.How to teach pronunciation.Longman.            

http://lexitron.nectec.or.th